BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

บทปาฐกถา เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ) เรื่อง “สมัชชาสุขภาพมีความสำคัญต่อวิถีและความเป็นอยู่ของคนเมืองเลยอย่างไร?” ในเวที “สมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย” ประจำปี ๒๕๕๘ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๘ ณ โรงแรมเลยพาเลซ อำเภอเมือง จังหวัดเลย

เรียน    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย (นายเสน่ห์ นนทโชติ)

สมาชิกสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย และพ่อแม่พี่น้องทุกท่านครับIMG_7788_resize_resize

 

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งในโอกาสที่ผมได้มายืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลยที่คึกคักในวันนี้

หากพูดถึงจังหวัดเลยในวันนี้ ผมคิดว่า หลายคนในที่นี้จะคิดถึง คือ ความเป็นเมืองที่สวยงาม เมืองแห่งการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดเลยเป็นจังหวัดที่โอบล้อมด้วยภูเขาสลับซับซ้อนท่ามกลางสายหมอกปกคลุม อุดมไปด้วยพืชพรรณป่าไม้นานาชนิดที่รู้จักกันดี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ อาทิ ภูกระดึง ภูหลวง ภูเรือ ที่มี อากาศอันเย็นสบาย ภูมิประเทศที่งดงาม นอกจากนั้นจังหวัดเลยยังเป็นเมืองที่มีประเพณีวัฒนธรรมอันแตกต่างไปจากถิ่นอื่น ซึ่งได้แก่การละเล่นผีตาโขน รวมทั้งเชียงคานที่รอคอยนักเดินทางมาสัมผัสเมืองแห่งขุนเขาดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้  สมกับคำขวัญที่ว่า “เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู”

ก่อนเดินทางมาครั้งนี้ ผมได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจังหวัดเลย พบต้นทุนที่สำคัญที่ถือเป็นของ “คนจังหวัดเลย” ที่ไม่เหมือนคนในจังหวัดอื่น ซึ่งผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพสัก ๔ ด้าน ได้แก่

  • จังหวัดเลยเป็น ๑ ใน ๙ เมือง ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดให้เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการจัดการท่องเที่ยว เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มากถึงจำนวน ๙๐ แห่ง มีแหล่งท่องเที่ยวด้านโบราณคดี จำนวน ๒๘ แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวด้านประเพณีวัฒนธรรม จำนวน ๓๘ แห่ง จนทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศหลั่งไหลมาท่องเที่ยวสูงถึง ๑,๓๖๕,๗๗๒ คน มีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง ๒,๑๑๙.๗๓ ล้านบาท (ข้อมูลปี ๒๕๕๕ จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ: ๒๕๕๗)

 

  • จังหวัดเลย เป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product: GPP) เท่ากับ ๓๕,๒๔๐ ล้านบาท รายได้ต่อหัว (GPP Per Capita) ๕๓,๒๗๙ บาทต่อปี ซึ่งจัดอยู่ลำดับที่ ๖ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลำดับที่ ๕๖ ของประเทศ โดยพื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่ที่ภาคการเกษตรเป็นหลัก โดยมีมูลค่าถึง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ ๓๔.๑ โดยอาชีพสำคัญ คือ ทำนา ทำไร่ฝ้าย ซึ่งสร้างรายได้มากมายให้กับคนในพื้นที่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มียางพารา ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ: ๒๕๕๗) จึงมีโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งกระจายอยู่ทั่วจังหวัดถึง ๑,๐๐๔ โรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมทางการเกษตร โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง และมีโรงงานทำเหมืองแร่ถึง ๔๒ แห่ง อยู่ใน ๗ อำเภอ

 

  • จังหวัดเลย มีพื้นที่การค้าชายแดน ที่ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ครอบคลุม ๔ อำเภอ คือ อำเภอปากชม อำเภอท่าลี่ อำเภอเชียงคาน อำเภอด่านซ้าย อำเภอนาแห้ว ความยาวราว ๑๙๗ กิโลเมตร มีแม่น้ำโขง แม่น้ำเหือง และแนวสันเขาเป็นแนวพรหมแดนติดต่อกับแขวงไชยะบูลี และแขวงเวียงจันทน์ ของ สปป.ลาว มีจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรน รวม ๖ จุด ที่ถือเป็นจุดทำมาค้าขายระหว่างสองประเทศ

 

  • จังหวัดเลยมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งทรัพยากรป่าไม้ ที่มีจำนวนกว่า ๗ ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยละ ๕๕.๒ ของพื้นที่จังหวัด ทรัพยากรน้ำ ที่มีแม่น้ำ (ลำน้ำ) ที่สำคัญถึง ๕ สาย คือ แม่น้ำโขง แม่น้ำเลย แม่น้ำเหือง ลำน้ำพอง และแม่น้ำป่าสัก และยังมีลำห้วยสาขา อีกรวม ๔๘๔ สาย นอกจากนั้นยังมีทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ได้แก่ แร่เหล็ก ที่อำเภอเมือง อำเภอเชียงคาน แร่แบไรต์ ที่อำเภอปากชม แร่ทองคำ ที่อำเภอวังสะพุง หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่อการก่อสร้าง ที่อำเภอวังสะพุง อำเภอเอราวัณ และอำเภอภูกระดึง

เหล่านี้คือตัวอย่างต้นทุนของจังหวัดเลยที่มีคุณค่ายิ่งที่ไม่เหมือนใคร อย่างไรก็ตาม แม้นจังหวัดเลยจะมีต้นทุนที่ดีแต่คนจังหวัดเลยก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายหลายด้าน อาทิ

  • ปัญหาการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะขณะนี้มีประชากรที่มีอายุเกิน ๖๐ ปีขึ้นไปถึงร้อยละ ๑๒.๒ (ข้อมูล มีผู้สูงอายุ ๖๓,๔๖๗ คน จากประชากร ๕๑๘,๕๘๒ คน)
  • ปัญหาด้านโครงสร้างครอบครัว ที่พบว่าครอบครัวของคนจังหวัดเลยเปลี่ยนแปลงลักษณะเป็น “ครอบครัวเดี่ยว” มากขึ้น มีความสามารถในการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจต่ำลง มีภาวะหนี้สินแต่ละครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีปัญหาการหย่าร้างสูง มีการใช้เวลาของคนในครอบครัวแบบพร้อมหน้ากันมีน้อยลง ปัญหาของผู้ติดยาเสพติดและผู้ค้ายังมีมาก และมีสถิติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานสถิติแห่งชาติ: ๒๕๕๗)
  • คนจังหวัดเลย กำลังเผชิญกับสาเหตุการตายสำคัญที่มีสาเหตุมาจาก “พฤติกรรมสุขภาพ” ทั้งโรคหัวใจ อุบัติเหตุ มะเร็งทุกชนิด ความดันเลือดและโรคหลอดเลือดในสมอง การบาดเจ็บจากการฆ่าตัวตาย/ถูกฆ่า โรคเกี่ยวกับตับและตับอ่อน ปอดอักเสบและโรคอื่นๆ ของปอด ไตอักเสบ/กลุ่มอาการของไตพิการ วัณโรคทุกชนิด และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

นอกเหนือจากนั้น ผมยังได้รับฟังปัญหาสำคัญของจังหวัดเลยอีกประการหนึ่งคือ ปัญหาการต่อต้านของคนจังหวัดเลยต่อการเปิดสัมปทานเหมืองแร่ ซึ่งกำลังลุกลามขยายวงอยู่ในขณะนี้

จากข้อมูลตัวอย่างต้นทุนด้านศักยภาพและปัญหาต่าง ๆ ในจังหวัดเลย เหล่านี้ นับว่าเป็นสิ่งท้าทายที่ “คนจังหวัดเลย” ต้องนำมาช่วยกันขบคิดว่า “คนเลยกำหนดอนาคตของตนเองอย่างไร ?” เราจะให้สิ่งเหล่านี้ปล่อยผ่านเลยไป หรือจะหยิบข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาแล้วชวนกันมาร่วมคิด ร่วมออกแบบและร่วมกำหนดอนาคตหรือภาพฝันที่คนเลย “อยากเห็น อยากเป็น และอยากมีร่วมกัน”

ซึ่งผมมาวันนี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า คนจังหวัดเลยจะเลือกหนทางหลัง และก็เชื่อมั่นว่า คนจังหวัดเลยสามารถรวมพลังของคนเลยให้เข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของและเป็นเจ้าภาพร่วมกันได้ เพื่อร่วมกันกำหนด “อนาคตเมืองเลย” ได้

ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่คนจังหวัดร่วมเป็นเจ้าของด้วย ได้ออกแบบเครื่องมือใหม่อย่างน้อย ๓ ชิ้น เพื่อ“สร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ”โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสุขภาวะ ลดทุกข์ภาวะ เครื่องมือเหล่านี้ เราเรียกว่าเป็น “เครื่องมือพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” หรือ “นโยบายสาธารณะที่ดีต่อการสร้างสุขภาวะ”นั่นเอง

เครื่องมือ ๓ ชิ้น ที่ว่านี้ ได้แก่

หนึ่ง“ธรรมนูญสุขภาพ” เป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตหรือภาพฝันของชุมชน หรือเครื่องมือกำหนดกติกาของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชนของเราเอง

สอง“สมัชชาสุขภาพ” เป็นเครื่องมือหรือกระบวนการที่เปิดให้คนทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วนเข้ามารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ โดยมีการพัฒนาและขับเคลื่อนงานต่างๆให้เป็นนโยบายสาธารณะของเราเอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาหรือสร้างเสริมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดำรงอยู่หรือก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สาม “การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ” หรือที่เรียกว่า เอช ไอ เอ.เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการคาดประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการทำนโยบาย แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมต่างๆเพื่อป้องกัน หรือรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

หลักการสำคัญของการใช้เครื่องมือทางสังคมทั้ง ๓ ชิ้นนี้ คือ การทำงานบนฐานของข้อมูลและความรู้ ทำงานอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

เครื่องมือทั้ง ๓ ชิ้นนี้ ผมมั่นใจว่าสามารถนำมาช่วยในการ “กำหนดอนาคตเมืองเลย” ได้

การจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลยในวันนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการนำเครื่องมือ ๑ ใน ๓ ชิ้นข้างต้นมาใช้ มีการทำงานล่วงหน้ามาอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์มาเป็นอย่างดี มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ จนได้ร่างเอกสารและยุทธศาสตร์ “ความมั่นคงทางอาหารจังหวัดเลย” ภายใต้ประเด็นหลักคือ  “สานพลังไทเลย ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารเพื่อคนเลยและผู้มาเยือน” พร้อมที่จะนำมาเข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ เพื่อแสวงหา “ความเห็นร่วม” หรือ “ฉันทมติ” จากสมาชิกสมัชชาสุขภาพในวันนี้

ซึ่งหลังจากนั้น ผมคาดหวังว่าจะมีการนำมติสมัชชาสุขภาพของคนเมืองเลย ว่าด้วยเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” นี้ไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมต่อไปข้างหน้า จนเกิดความมีสุขภาพดีของคนเมืองเลยต่อไป

นี่คือตัวอย่างที่คนจังหวัดเลยได้เริ่มแล้ว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญได้ เช่น การกำหนดธรรมนูญคนเมืองเลย เพื่อวางพิมพ์เขียวที่อยากเห็น อยากเป็น อยากมีร่วมกัน การนำมาใช้ในการขจัดข้อพิพาทกรณีเหมืองแร่ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ หรือประเด็นอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน

ผมขอเรียนว่า เราอาจไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือทางสังคมเหล่านี้ เพราะสมัยก่อนเราอยู่ในระบบที่รัฐคิดและทำแทนให้ทุกเรื่อง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าเป็น “การอภิบาลโดยรัฐ (governance by government)”  แต่ในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า นอกเหนือจากกลไกของรัฐแล้วยังมีกลไกของภาคธุรกิจ ที่มี “การอภิบาลโดยตลาด (governance by market)” และกลไกภาคประชาชนร่วมทำงานกับการทำงานของรัฐ ที่เรียกว่า “การอภิบาลโดยเครือข่าย (governance by network)” เป็นเครื่องจักรทำงานพัฒนารวมอยู่ด้วย

ซึ่งงานที่พวกเรากำลังร่วมกันทำอยู่นี้ ก็สอดคล้องกับการทำงานในรูปแบบของ “การอภิบาลแบบเครือข่าย” หรือเป็นการทำงานบนแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ที่เราทุกคนแสวงหากันอยู่นั่นเอง

ผมต้องขอชื่นชม “คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย” ที่มี  “นายแพทย์สุวิทย์ โรจนศักดิ์” นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย เป็นประธาน และมี “คุณสัมฤทธิ์ สุภามา” วัฒนธรรมจังหวัดเลย เป็นรองประธาน และมี ดร.สมศักดิ์  สีดากุลฤทธิ์ ผู้แทนคณะกรรมการบริหารสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย คุณสุทิน  ผลิตนนท์เกียรติ์, คุณอรดี  พลดาหาญคุณอภิญญา  กรรณลา ผู้แทนหน่วยเลขานุการกิจ   เป็นแม่งานฝ่ายเลขานุการกิจ รวมทั้ง “จ่าเอกวีระพล เจริญธรรม” ว่าที่ คสช.(กรรมการสุขภาพแห่งชาติ) ป้ายแดง ที่มาเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด กรรมการและผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้คนเลยได้มารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำเรื่องดีๆเช่นนี้ครับ

ผมดีใจที่เห็นพี่น้องชาวจังหวัดเลยมีความกระตือรือร้น เข้ามาร่วมกันใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพ เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่ามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเล็ก หรือประเด็นใหญ่ ซึ่งจะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้นได้เรียนรู้ที่จะทำงานยากๆร่วมกันได้มากขึ้น และเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ

ซึ่งอาจกล่าวได้อีกมุมหนึ่งว่า พวกเรากำลังพัฒนาประชาธิปไตยภาคปฏิบัติ ด้วยการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำกันจริงๆ  ทำไป เรียนรู้ไป พัฒนาไป ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นความงดงามที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งครับ

ผมคิดว่าเราพากันมา “ถูกทาง” แล้วครับ

ในท้ายที่สุดปาฐกถาของผมในวันนี้ ผมขอฝากวาทะกรรมที่มีคนบอกว่ามาจากอัฟริกา เขาบอกไว้ว่า

“If youwant to go fast, you go alone. If you want to go far, we go together”

“ถ้าคุณอยากไปเร็ว คุณไปคนเดียว ถ้าคุณอยากไปได้ไกล เราไปด้วยกัน”

ผมเห็นว่า งานอย่างที่พวกเรากำลังร่วมกันทำอยู่นี้ เรากำลังเดินไปด้วยกัน จะทำให้เราจะเดินไปได้ไกลแน่นอน ซึ่งผมและทีมงานยินดีร่วมเดินไปกับทุกท่าน

ขอบคุณและสวัสดีครับ.

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook