BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

ปาฐกถารองนายกฯ ในวาระ 9 ปี สช. ชี้ช่อง สร้างสำนึก ปชต. ต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน มีส่วนร่วม และถกเถียงอย่างสมานฉันท์

ภายใต้การนำประเทศผ่าวิกฤตความขัดแย้งของรัฐบาลทหาร บนยุทธศาสตร์ด้านสังคม ลดความเหลือมล้ำ ค้ำจุนกัน สร้างสรรค์สังคม ทีมงาน apeahpp.net ชวนอ่านขบวนการก่อร่าง สร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพ ในมุมมอง .ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ท่านให้เกียรติ กล่าวปาฐกถานำในหัวข้อ ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตยในวาระโอกาส 9 ปี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

 

เมื่อวันที่ 10 – 12 มิถุนายน 2558 ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ นักสานพลังสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม (นนส.) จัดการประชุมวิชชาการ “ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตย” ในโอกาส 9 ปี บรรยากาศภายในงานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานเครือข่ายสุขภาพ และมีเครือข่ายทั้งจากภาคราชการ ภาคการเมือง ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน โอกาสนี้การนี้ให้เกียรติกล่าวปาฐกถานำโดย .ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตย โดยมีประเด็นสื่อสารที่สำคัญได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายสมัชชาสุขภาพเข้ากับยุทธศาสตร์การทำงานของรัฐบาล ดังนี้

ระบบสุขภาพในมิติใหม่นั้นต่างจากระบบเดิมตรงที่ ระบบเดิมจะเป็นการแพทย์ที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายพึ่งพิง แต่ในระบบใหม่ เป็นเรื่องของสุขภาพว่าด้วยสุขภาวะ ที่เราสามารถดูแลตนเองได้ โดยมีปัจจัยสำคัญที่กำหนดสุขภาพ คือ รัฐ เครือข่ายประชาชน และสังคม ทั้งนี้การมีนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นเกิดจาก การมีส่วนร่วม การมีเหตุผล และอยู่บนหลักการสมานฉันท์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักการที่ใช้โดยทั่วไป ของการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสุขภาวะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเครือข่ายสมัชชาสุขภาพทำเรื่องนี้ได้ จะเป็นตัวอย่างที่ดี โดยเฉพาะเรื่องสมานฉันท์ หากเราสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม การปรองดองในภาพใหญ่ระดับประเทศอาจจะยาก แต่ถ้าเริ่มต้นที่งานสุขภาวะ โดยใช้หลักการประชาธิปไตยเป็นหลัก ก็น่าจะเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ ต่อไปได้

ขอกล่าวถึงนโยบายรัฐบาล สู่ยุทธศาสตร์ด้านสังคม มี 3 ประเด็นหลัก คือ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และในส่วนนี้ ยังมีอีกสามประเด็นหลัก ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใน คือเรื่อง “ลดความเหลือมล้ำ ค้ำจุนกัน และสร้างสรรค์สังคม” เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันภายในสังคม มีการพัฒนาระบบสุขภาพสาธารณสุข รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ทั้งเรื่องการศึกษา ฯลฯ

การจะไปถึงเป้าหมายนี้ได้นั้น รัฐบาลใช้ 4 กระทรวงหลักเข้ามาทำงาน ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณะสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และกระทรวงศึกษาธิการ และยังมีหน่วยงานทางด้านสังคมอีก ทั้ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานด้านการศึกษามาบูรณาการยึดโยงกัน เพื่อทำงานพัฒนาร่วมกัน

“ลดเหลื่อมล้ำ ค้ำจุนกัน สร้างสรรค์สังคม” เราจะแสดงออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างไร หลักใหญ่ของการสร้างสังคม คือเป็นการพัฒนาคนตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่เริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา ไปจนถึงปฐมวัย วัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน และเป็นผู้สูงวัยในที่สุด ซึ่งในด้านการพัฒนาระบบสุขภาพ และสาธารณะสุข ก่อนหน้านี้มีวิสัยทัศน์เป็นการมองจากบุคคลไปสู่โรงพยาบาล ซึ่งยังขาดช่วงกลางไป นั่นคือช่วงของการตรวจรักษาโดยแพทย์เป็นการส่งเสริมด้านสุขอนามัย การส่งเสริมด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เหล้า บุหรี่ ความปลอดภัยบนท้องถนน ฯลฯ นอกจากนี้ข้อต่อตรงกลางระหว่างบุคคลกับสถานพยาบาลยังมีการจัดการระบบสวัสดิการสุขภาพ การจัดระบบมาตรฐานข้อมูลสวัสดิการสุขภาพทั้งสามระบบ ลดความซ้ำซ้อน/เพิ่มประสิทธิภารในการเบิกจ่าย และคำนวณความคุ้มทุนของระบบประกันสุขภาพเพื่อลดภาระของสถานพยาบาล

 

กระบวนการสมัชชาสุขภาพ กับ 3 ประเด็น สู่จิตสำนึกประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

สรุปว่าระบบประชาธิปไตยสำคัญมากในการให้เรามาร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะที่ดี และความสำคัญที่จะทำให้เกิดจิตสำนึกประชาธิปไตย ประเด็นแรกคือ การมีเหตุผลจากข้อมูลที่มีหลักฐาน” เช่น เรื่องอันตรายจากบุหรี่ เป็นมะเร็งปอด เป็นอันตรายต่อตนเอง และผู้อื่น หรือตัวอย่างเรื่องอันตรายจากการรับประทานปลาดิบ เสี่ยงอันตรายจากพยาธิใบไม้ตับ จากมะเร็งท่อน้ำดี ตนดีใจที่ข้อสรุปของสมัชชาสุขภาพจะเน้นเรื่องนี้ ซึ่งงานนี้ต้องใช้เวลา จะห้ามกินเลยก็ไม่ได้ แต่ถ้าเราคุยกัน ตรงนี้ระบบการศึกษามีประโยชน์ ก็ใช้ข้อมูล ชุดความรู้มาช่วยกันแก้ นี่คือเรื่องที่สมัชชาสุขภาพให้ความสำคัญ

อีกเรื่องที่สมัชชาสุขภาพให้ความสำคัญ และเป็นเรื่องของการอยู่บนเหตุผลและข้อมูลที่มีหลักฐาน คือประเด็นเรื่องอันตรายจากแร่ใยหินชนิดออ่อน แร่ใยหินชนิดแข็งเป็นอันตรายต่อการก่อมะเร็งปอดตรงนี้มีข้อมูลชัดเจน แต่ที่ยังเป็นประเด็นคือแร่ใยหินชนิดอ่อน ที่ยังพิสูจน์ได้ยากกว่าชนิดแข็ง ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลมาพิสูจน์เยอะขึ้นว่าชนิดอ่อนเป็นอันตราย หลายประเทศเริ่มยอมรับแล้วว่าอันตราย ตรงนี้ต้องดูจากหลักฐานที่ชัดเจน หากมีความชัดเจน ครม. เราก็จะมีมติขึ้นมาคุ้มครองประชาชนอย่างชัดเจน แต่มันก็ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ตัวอย่างที่ยกมาเหล่านี้เป็นการขับเคลื่อนโดยสมัชชาสุขภาพทั้งสิ้น และทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานของการเป็นประชาธิปไตยแบบถกแถลง ชวนกันคิดชวนกันทำ

ประเด็นความสำคัญที่สอง ของการสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยก็คือ การมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น เรื่องของการเมาไม่ขับ ร้านที่ขายเหล้าก็ต้องมีส่วนร่วมในการดูแลร่วมกัน มาช่วยกันออกแบบการแก้ปัญหา เช่น การจัดการลดเวลาการขายสุรา หรือการกวดขัน ตรวจตราตามร้านต่างๆ บริเวณมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันเหตุร้ายไว้ก่อน ในส่วนนี้มีตัวอย่างการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฎแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีการทำบริเวณกันชนก่อนที่ร้านจะเข้าไปใกล้มหาวิทยาลัยได้

ยกตัวอย่างความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเหตุการณ์การหยุดการระบาดของโรคอีโบล่า ปัญหานี้มีทางเดียวที่จะแก้ไขการระบาดที่รุนแรงคือการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะการระบาดรุนแรงนั้น เกิดจากชุมชนไม่เข้าใจการแพร่ระบาดของโรค และการไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เช่น เรื่องการกอดจูบอาลัยผู้เสียชีวิต เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งตอนนี้ชุมชนเริ่มเข้าใจแล้ว และเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่เข้าใกล้ผู้ป่วย มีการแยกโซนผู้ติดเชื้อออกจากคนอื่นๆ และไม่แตะต้องผู้เสียชีวิต อันนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่าการทำให้เกิดความเข้าใจ และการร่วมกันมีส่วนร่วมสำคัญต่อการแก้ปัญหา

อีโบล่าเป็นตัวอย่างสำคัญ และต่อไปเราจะพบโรคระบาดอื่นๆ อีก ล่าสุดก็มีโรคเมิร์ส ที่ตอนนี้ไประบาดที่เกาหลี ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ประเทศในแถบอื่น และเป็นโรคที่ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าเป็นโรคที่ติดต่อยาก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันระวังตัว หากโรคนี้มาระบาดที่ประเทศไทย รัฐบาลเพิ่งมีมติให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการป้องกันอย่างเร่งด่วน ซึ่งเรามีประสบการณ์การตรวจคัดกรอง ตั้งแต่สมัยโรคซาร์ระบาดแล้ว ทั้งการตรวจตั้งแต่การเดินทางเข้าประเทศ ที่สนามบินมีการตรวจ นอกจากนี้โรงพยาบาลก็ได้มีการตรวจคัดกรองด้วย

เรื่องความสำคัญของการสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่อง การแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อนำสู่ข้อสรุปอย่างมีสมานฉันท์ แนวทางคือต้องคุยกันฉันท์มิตร เรื่องการตรวจสอบ เตรียมหลักฐานข้อมูล เตรีมยข้อสรุปจากแง่ของเรา แต่ยังไม่ยึดติดแต่ข้อมูลของเรา เพราะนั่นอาจจะผิดได้ นอกจากนี้ต้องรับฟังข้อมูลของคนอื่น และมีความเข้าใจ โดยเฉพาะเห็นใจในข้อเสนอของฝ่ายที่ไม่เห็นตรงกันกับเรา แล้วนำข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาร่วมกัน รวมถึงต้องยินดีเปลี่ยนท่าทีถ้ามีข้อมูลใหม่ที่ดีกว่า ยอมรับข้อมูลที่ดี เหล่านี้เป็นจุดที่ทำให้เกิดสังคมประชาธปไตยที่ดี

            ท้ายที่สุดขอชี้ให้เห็นถึงตำแหน่งแห่งที่ของการพัฒนานโยบายสาธาณระในระบบประชาธิปไตย ซึ่งนโยบายที่แม้จะออกมาจากภาครัฐ หรือจากภาคส่วนอื่นๆ ก็ยังนับไม่พอ เพราะนโยบายที่ดีจะต้องเกิดจากการมีนโยบานสาธรณะเพื่อสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม ที่มีกระบวนการ มีพลังทางสังคม มีพลังทางปัญญา การเกิดการขับเคลื่อนภาคประชาสังคม ถึงจะเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตรงนี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยภาคประชาชนที่สำคัญมาก

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook