BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

ทางหลวงหมายเลข9เส้นทางแห่งการเรียนรู้ จากไทยสู่เวียดนาม ตอนที่ 1

ผมได้มีโอกาสไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามระหว่างวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา โดยร่วมคณะไปกับผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช) นำโดย นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และ คุณสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาศักยภาพนักสานพลัง เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยเชิญผู้เข้าร่วมโครงการที่คัดสรรจากแกนนำจังหวัดที่ขับเคลื่อนงานการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัด มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ และร่วมศึกษาดูงาน ณ ประเทศเวียดนามดังกล่าว โดยใช้ทางหลวงหมายเลข9 จากมุกดาหารผ่านชายแดนลาว-เวียดนาม ณ ด่านลาวบาว มุ่งตรงสู่เวียดนามตอนกลาง เมืองเว้ ดานัง สุดปลายทางที่เมืองมรดกโลกฮอยอัน

พวกเราเดินทางจากดินแดนที่เคยเรียกขานกันว่าสยามเมืองยิ้มถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ขนาดที่ท่านโฮจิมิน เคยกล่าวว่า “แผ่นดินไทยนี้ปลูกอะไรก็ขึ้น ขนาดเอาตะเกียบปักดินยังงอกงาม” ผู้คนเคยอยู่อย่างมีความสงบสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ไปสู่เวียดนาม ดินแดนทีอดีตมีแต่ความขัดแย้ง ผู้คนต้องต่อสู้ดินร้นเพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอด ดินแดนสงครามตลอดสามชั่วอายุคนไม่นับรวมที่อยู่ภายใต้มหาอาณาจักรจีนนับพันปีและฝรั่งเศษ ผู้รุกรานอินโดจีน ตลอดจนยุคสงครามเวียดนามกับประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับต่างชาติแบบเปลี่ยนหน้าชน และในท้ายสุดที่แสนจะเจ็บปวด เพราะพี่น้องต้องรบต้องฆ่าฟันกันเองกันเอง จากความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ ผลจากอิทธิพลของสงครามเย็น สงครามตัวแทนจากสองขั้วมหาอำนาจโซเวียต รัสเซีย และสหรัฐอมริกา ประเทศถูกแบ่งออก แยกออกเป็นสอง เวียดนามเหนือ – เวียดนามใต้ และท้ายสุด มาสู่การรวมชาติได้สำเร็จจากศักยภาพของประชาชน ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศสำคัญประเทศหนึ่งในอาเซียน แต่ร่องรอยแห่งความสูญเสีย หลักฐานทางวัตถุยังปรากฏให้เห็นระหว่างการเดินทาง

บทความนี้จะชวนท่าน เหลียวหน้าแลหลัง และวิเคราะห์ปัจจุบันของชาวเวียดนาม เราได้ร่วมเรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางในครั้งนี้ สำหรับตอนที่หนึ่งนี้ ผมมีเพื่อนร่วมคณะท่านแรก คุณวิชัย นิลคง จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้เขียนบรรยายสรุปจากการเดินทางไปเยือนดินแดนลุงโฮในครั้งนี้ ผมอ่านแล้วน่าสนใจ และอยากทำหน้าที่สานพลังเพื่อนร่วมทางในโครงการนี้ จึงขออนุญาตมาขยายต่อในพื้นที่นี้ เป็นเบื้องต้นก่อนที่เราจะคุยกันในตอนต่อๆไปครับ ซีรีย์ของนักสานพลัง ละครช่อง3 อายก็แล้วกัน

 

เยือนเวียดนามเรียนรู้นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

            ข้าพเจ้ามีความเชื่อผิดๆจากวัยเด็ก ว่าเวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ คงมีการกดขี่ข่มเหง ไร้เสรีภาพการดำเนินชีวิต จะต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ แต่หลังจากที่เข้ามาเรียนรู้คนเวียดนาม ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆเพียงแค่ 4 วันก็ตาม ทำให้ต้องเปลี่ยนทัศนคติเดิมๆอย่างสิ้นเชิง ยิ่งได้อ่านประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษของคนเวียดนาม หรือที่คนเวียดนามเรียกว่า “ลุงโฮ” แล้ว ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศนี้จะมีความมั่นคง ความน่าอยู่มากกว่าประเทศที่ได้ชื่อว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหลายเท่า

ประเทศเวียดนามวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างน่าสนใจ ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยปลูกฝังประชาชนให้รักชาติ รักญาติพี่น้อง และไม่ลืมชาติกำเนิดของตนเอง ถึงแม้ว่าประเทศเวียดนามประชาชนส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนา การปลูกฝังความกตัญญูกตเวที มีการเคารพบูชาบรรพบุรุษ เป็นการหล่อหลอมขัดเกลาด้านจิตใจแทนการนับถือศาสนา นอกจากการปลูกฝังความมีคุณธรรม ความดีแล้วยังมีการพัฒนาด้านวิชาการ(ความเก่ง) ที่เรียกว่า “เรียนรู้ให้เป็นคนที่สมบูรณ์” ควบคู่กันไป

ด้านเศรษฐกิจ เวียดนามมีการปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อปี 2529 โดยใช้ชื่อเรียกว่า “ดอย เหม่ย” การปฏิรูปนี้ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างงดงามในช่วงที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจที่วางแผนโดยส่วนกลาง ไปสู่การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดมากขึ้น ลดบทบาทภาครัฐ เพิ่มบทบาทภาคเอกชน และมุ่งสู่แนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ทำให้ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตไม่น้อยทีเดียว

ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เวียดนามมีทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก มีแม่น้ำหลายสายที่หล่อเลี้ยงคนในประเทศตลอดปี พื้นที่ลุ่มสามารถทำนาได้ตลอดทั้งปี ส่วนทรัพยากรป่าไม้ถึงแม้ว่าจะไม่อุดมสมบูรณ์เท่า แต่เห็นความสามารถในการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐส่งเสริมให้ปลูกไม้โตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส และกระถินเทพา นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับธรรมชาติแล้ว ไม้ดังกล่าวยังจำหน่ายเป็นสินค้าส่งออกได้อีกทางหนึ่งด้วย

ด้านนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ อาจจะไม่มีความชัดเจนเท่ากับประเทศไทย แต่ในเวียดนามเน้นการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัด ทำให้สังคมมีความสันติตามกรอบกฎหมายที่กำหนด ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่าระบบการปกครองแบบสังคมนิยม ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำ มีการบริหารประเทศที่เน้นประโยชน์ของประชาชนและชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่มีการทุจริต

คนเวียดนามได้เรียนรู้จากการทำสงครามที่ยาวนาน และจารึกไว้เป็นคติสอนอนุชนรุ่นหลังว่า “To be or Not to be” ซึ่งให้หลักคิดว่า “อนาคตมาจากการเรียนรู้ และต่อสู้อย่างถึงที่สุดในปัจจุบัน แล้วจะได้อนาคตตามที่มุ่งหวัง แม้แต่ในภาวะสงครามก็ยังอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ แต่ถ้าหากปล่อยปัจจุบันไปตามยะถากรรมแล้วไซร้ อย่าได้ถามหาอนาคตที่อยากเป็น”

ซึ่งสุขภาวะของชุมชน สังคม ชาติ ทั้งปัจจุบัน และอนาคตก็เช่นเดียวกัน ย่อมมาจากการเรียนรู้และร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ อย่างจริงจังในปัจจุบันนี้ เราคงจะได้อยู่ในสังคมแห่งสุขภาวะได้ตามที่คาดหวังทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

ภาพประกอบ โดย ทรงพล ตุละทา https://www.flickr.com/photos/songpont/

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook