BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

เวิร์คหรือไม่? “สปพ.” เปิดวงคุย ถาม-ตอบ “นนส.”ถกเถียง ถอดบทเรียนโปรแกรมพัฒนาศักยภาพฯกับหมุดหมายแรก ของการจัดโปรแกรมกระจายรายภูมิภาค

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ สำนักสนับสนุนการปฏิบัติงานพื้นที่ (สปพ.) สช. ร่วมกับโครงการพัฒนาศักยภาพนักสานพลังขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม (นนส.) และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น จัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่: ความก้าวหน้า ประสบการณ์ และทิศทางการดำเนินงานโปรแกรมนักสานพลังฯ (นนส.) ระดับภูมิภาค ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ทีมงาน สปพ. และ นนส.ในแต่ละภูมิภาค ผ่านการถามตอบในประเด็นหลัก เพื่อถอดบทเรียนการจัดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพนักสานพลังฯ ทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง/ตะวันออก และภาคใต้ รายละเอียด เชิญทัศนา

ถาม: ความรู้เดิมจะผสาน กับความรู้ใหม่ กลายเป็นโปรแกรมใหม่ได้อย่างไร

ภาคเหนือ

วิทยาลัยพยาบาลชนนี – เล่าถึงที่มาที่ไป และแบ่งงานกันทำว่า เรามีระบบจัดการมีเครือข่ายเดิมอยู่แล้ว แต่เรามี นนส. เข้ามาช่วยดูเรื่องเนื้อหาโปรแกรม จุดแข็งคือเรามีทีมดี หลักการคือเราหาจุดเด่น และอัตลักษณ์ของภูมิภาค เรามี CM เหมือนกัน แต่วิธีการต่างกันตามบริบทของพื้นที่ ข้อจำกัดคือเรื่องของการบริหารจัดการเวลาให้มาเจอกัน เรื่องการจัดการ เรื่องจิตปัญญาเป็นเรา ส่วนเรื่องเนื้อหา เรื่องสถานที่เป็นเรื่องของรุ่นพี่ นนส. (นนส.ปี 2555 – 2557) เป็นผู้รับผิดชอบดูแล

ทีม นนส. – ได้นำประสบการณ์เรียนรู้ที่ผ่านมาได้มาปรับใช้ เราได้มาคุยกับวิทยาลัย แล้วเอาประสบการณ์ของ นนส.แต่ละรุ่น ตั้งแต่ปี 2555 – 2557 มาปรับใช้ คณะทำงานมีกัน 15 คน แม้ว่าจะน้อย แต่ความเป็นจริงหาเวลาว่างตรงกันยากมาก จากข้อจำกัด 15 คนไม่เกินนี้ ทำให้มีคำถามจากสมาชิก นนส.คนอื่น ในพื้นที่ที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม เกิดคำถามว่าทำไมตนจึงไม่ได้ร่วม จึงแก้ปัญหาด้วยการให้ นนส.คนอื่นๆ มาเป็นวิทยากรรับเชิญ

ภาคอีสาน

คุณวีระพงษ์ – เมื่อผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ที่2 (Core module2/CM2) มา เกิดอะไรขึ้นบ้าง เรามีการออกแบบโดยคนที่ผ่านกระบวนการ นนส.มาแล้ว ภายใต้คำถามว่าเราสร้าง นนส.เพื่ออะไร ซึ่งคำตอบคือเราอยากได้คนที่เอาธุระสังคมมาร่วมกันเยอะๆ ทั้งนี้ คนที่เอาธุระสังคม เขาก็จะมีธุระสังคมติดตัวมาด้วย ตรงนี้เป็นส่วนที่เราต้องปรับเข้าหากันอยู่เรื่อย และแม้ว่าเราจะมีประเด็นถกแถลงกันบ้าง เราก็ใช้การยิ้มไว้ก่อน ปรับจูนร่วมกัน อันนี้เป็นความงามของการอยู่ร่วมกันแบบนี้ เป็นการอยู่ร่วมกันแบบปรันจูน ยืดหยุ่นให้กันและกันด้วยความรื่นรมย์ เรื่องที่สองคือการตั้งคำถามว่า เรากำลังจะพัฒนากระบวนการของคนเล็กคนน้อย หรือเราจะไปจับผิดกระบวนการของคนเล็กคนน้อย

ในส่วนของ CM2 stakeholder เป็น นนส.รุ่นพี่มาช่วยกันออกแบบ นอกจากนี้ใช้เครื่องมือ Social media อย่างโปรแกรมไลน์ และเฟซบุ๊ก ซึ่งจะพยายามเชิญมาร่วมกันให้ได้มาก มีเจ้าภาพแต่ละจังหวัดเป็นคนดูแล

วิทยาลัยสาธารณสุขศิรินธร .ขอนแก่น (วสศ.) – การจัดการการออกแบบหลักสูตรนั้น เราทำหน้าที่ในการสนับสนุนการออกแบบโปรแกรม ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น นนส.แต่ละพื้นที่จะช่วยกัน “เราอยากให้น้องที่เราผลิตขึ้นในปีนี้ เป็นเหมือนทุกท่าน”

ทีม นนส.อีสาน – กระบวนการที่ทำได้มาถึงขนาดนี้ถือว่าเก่ง CM แรก เป็นเรื่องของการจูน CM2 เป็นเรื่องการลงไปจับงาน แต่สิ่งที่เราต้องย้ำ คือเราสร้าง นนส.ไปทำไมนั้น ก็เพื่อมาเป็นเป้าหมายในการทำงาน

ภาคกลาง

อาจารย์กุล – ภาคกลางเราไม่มีปัญหาเรื่องเวลาประชุม ทีมเรารู้จักกันมาก่อน ทั้งพี่เอิง พี่คล๊อก ฯลฯ เราคุยกันว่าจะออกแบบกันอย่างไร โดยมีอาจารย์กัญ มีพี่รัตนา พี่วิเชียร เราคุยกันได้ข้อสรุปตังแต่วันแรกว่าจะต้องมีทีมจัดการพัฒนากระบวนการ นนส. อันนี้วิทยาลัยพยาบาลเป็นคนจัดการ ส่วนศิษย์เก่า นนส. มีส่วนในการสนับสนุนมุมมองทางวิชาการ ตอนออกแบบเรานิยามความหมายร่วมกันว่า นนส.คืออะไร เป้าหมายของการสร้าง นนส.คืออะไร และเราจะบริหารการจัดการให้เป็นไปตามความคาดหว่งได้อย่างไร คุณลักษณะอะไรบ้างที่คาดหวัง และเราจะทำอะไร แล้วออกแบบมาเป็น 4 Core Module (CM)

นอกจากนี้เราออกแบบการจัดประชุมไว้ล่วงหน้า โดยต้องประชุมก่อนจัด CM และประชุมหลัง CM และแบ่งแยกหน้าที่กันแต่ละ CM โดย นนส.แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน เราจะให้แต่ละคนแยกกันไปมีบทบาทในแต่ละ CM ว่าใครจะอยู่ใน CM ไหน ส่วนเรื่องของการรับสมัคร ก็กำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือก และประชุมคัดกรองคนร่วมกัน เหล่านี้เป็นการจัดการต้นทาง ซึ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ทั้งเรื่องการคัดคน เรื่องการออกแบบหลักสูตร และการบริหารจัดการเวลา การประชุม

พี่อ้วน – รายละเอียด บทบาทของ นนส.กับการทำงานร่วมกับ วสศ. จำได้ว่าเวทีแรก จัดขึ้นที่นี่ ช่วงแรกเรายังงงอยู่ วสศ.ก็ยังไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายเราเป็นเพื่อนกัน วสศ.ฟังเราว่าเราจะทำอะไร ต้องการอะไร หรือเรียกกันว่าเป็นเพื่อนกัน ตรงนี้เป็นหัวใจของการทำงาน นอกจากนี้การเข้ามาร่วมกันของ นนส. เรามาร่วมกันคิดร่วมทำไม่ได้ขาด ซึ่งวิธีการจัดอบรม นนส.รุ่นพี่เข้าไปประกบกับ นนส.รุ่นใหม่ แล้วหลอมรวมกันเลย ทำให้เรามีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง นนส.รุ่นใหม่ กับ นนส. รุ่นพี่

อาจารย์เอิง – สิ่งที่ได้รับคือการทำงานเครือข่าย เขารู้จักว่าใครทำงานอะไรอยู่ตรงไหน มีศักยภาพเรื่องอะไรบ้าง เราอาจจะไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง และเรื่องที่เราทำเป็นเรื่องที่ท้าทาย ดังนั้นเครือข่ายแต่ละคนจึงต้องเชื่อมโยง เติมเต็มกัน คนที่เข้ามาใน นนส. ก็จะมีทั้งงาน มีทั้งเครือข่ายของตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นการตอบคำถามอยู่แล้วว่า จบโปรแกรมแล้ว นนส.จะไปทำอะไร เพราะเขามีงานของเขาอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เข้าจะมีเพื่อนเพิ่ม มีเครือข่ายเพิ่ม

ภาคใต้

กระบวนการ นนส.ภาคใต้ มาจากฐานคิดที่มองจากการ ไม่ผลิตใครให้เหมือนใคร แต่ละคนมีจุดแข็งของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นกระบวนการจึงไม่เป็นแบบบล๊อกๆ แข็งตัว ประเด็นที่สองเราไม่มีวิทยากรมืออาชีพ แต่เรามีนักเหนี่ยวนำกระบวนการมีหน้าที่ในการตั้งประเด็นและเหนี่ยวนำกระบวนการ แล้วให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกัน

ประเด็นที่สามเรื่องผู้เข้าร่วมนั้น ไม่ครบตามเป้าหมาย เพราะความหลากหลายของคน และพื้นที่ การเดินทางจากชุมพรมาตรัง ใช้เวลา 6 ชั่วโมง หรือบางท่านก็มีงานของตนเอง ไม่อยากเข้ามา การเข้ามาของคนที่นี่ก็หลากหลายมีคนที่ไม่อยู่ในกระบวนการสาธารณะ แต่มีงานของตนเองอยู่แล้ว กับคนที่อยู่ในกระบวนการนโยบายสาธารณะอยู่แล้วก็จะเข้าใจ และมีการคุยปรับจูนแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหลายระดับ

นอกจากนี้เรามีเรื่องของการตั้งหลักเกณฑ์กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม คนเข้าร่วมก็จะมีความตื่นเต้น บางคนเป็นข้าราชการเก่า และเป็น NGOs ในพื้นที่ก็จะเข้ามาพร้อมกับเอากระบวนการใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ ในมุมของตนเองเข้ามาด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ค่อนข้างตื่นเต้น สนใจการเข้าร่วม มีเรื่องให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ทำความรู้จักคนขับเคลื่อนงานในประเด็นอื่นๆ เขาทำงานขับเคลื่อนกันอยู่แล้วก็จริง แต่มิติการเคลื่อนงานนยโบายสาธารณะเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา ดังนั้นผลตอบรับจึงค่อนข้างดี

 

คำถาม: ความประทับใจในการทำงานร่วมกัน เป็นไปตามสิ่งที่เราคาดหวังไว้หรือไม่ /วิธีการคัดกรอง นนส.

ภาคเหนือ

รุ่นพี่ และคนส่วนกลางจะมีคนที่คิดว่าจะเลือกเข้ามาไว้ในใจอยู่แล้ว โดยยึดจาก นนส.ในพื้นที่ และพื้นที่ที่มีประเด็นงาน แต่มีคนทำงานน้อยก็จะพิจารณาเข้ามา เช่น จังหวัดนี้สื่อน้อยมาก ก็ดึงสื่อเข้ามา จังหวัดนี้นักวิชาการน้อย ก็ดึงนักวิชาการเข้ามา สองคือ ให้สิทธิแต่ละจังหวัดเลือก และสามถ้าเขาไม่มาจะทำอย่างไร ให้คนที่เชิญไปเล่ากระบวนการ ทำความเข้าใจให้ก่อน เพื่อไม่ให้มาสร้างปัญหา แต่ก็ไม่วายมีปัญหา

นอกจากนี้การคัดเลือกในภาคเหนือจะกำหนดตัวแทนจากเครือข่ายศาสนาเข้ามาด้วย เพราะเราเชื่อว่าเครือข่ายศาสนาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม และจะเลือกคนหลากหลายลักษณะ หลากหลายบทบาทเข้ามาร่วมเป็น นนส. ทั้งนี้ย้ำว่าต้องมีความตั้งใจ ให้ใครมาแทนใครไม่ได้ ไม่ทำแบบสุกเอาเผากิน ต้องเป็นคนมีเวลาเข้าร่วมทั้ง 4 ครั้ง

การออกแบบหลักสูตรนั้น มีกระบวนการให้คนเข้าร่วมเป็นตัวชี้หลักสูตร เก็บข้อมูลจากบุคคลที่เป็นผู้เข้าร่วมโปรแกรมมาออกแบบ เพราะโปรแกรมล้วนมีความท้าทายในทุกเซ็กชั่น จากการที่คนเข้าร่วมมีความรู้มีความไม่ธรรมดา มีประสบการณ์การทำงานเชิงลึกอยู่ในตัว ดังนั้น คนที่เราคัดเลือกเข้ามาร่วมโปรแกรมจึงจะเป็นตัวชี้เนื้อหาหลักสูตร

อีสาน

พีธากร – การคัดเลือกเข้ามาเป็น นนส. มาจากการทาบทาม 90% ส่วนอื่นคือเป็นคนทำกระบวนการนโยบายสาธารณะอยู่แล้ว การเข้าร่วมทีแรกคนน้อยกว่าที่คาดไว้ 50 คน มีข้าราชการน้อยกว่า มีประเด็นว่าคนที่มีอิทธิพล จะช่วยเขยื้อนงานได้ดี

ในกลุ่ม นนส.ครั้งนี้ มีพี่เอก จากจังหวัดสกลนคร ที่มีความน่าสนใจ เพราะมีความแอคทีฟถึงขั้น สืบเข้ามา เพื่อมาเป็น นนส.ด้วย เป็นตัวอย่างให้ได้เรียนรู้ว่าเขามาจากคนนอกไม่ใช่มาจากกลไก PHA แต่ทำงานได้ดี ทำให้คาดว่าการทำแบบนี้เป็นการเปิดให้คนใหม่ๆ เข้ามา ได้ดอกไม้ดอกใหม่ เครือข่ายใหม่ เข้ามา

ภาคกลาง

เป็นการคัดเลือกแบบระบบปิด ยังไม่เปิด ใช้วิธีการเป็นแมวมองก่อน เราพิจารณาจากจังหวัดที่ยังไม่ได้มีการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษก่อน ดูจากการอยู่ในกลไก PHA และวางนำ้หนักให้สมดุลระหว่าง 3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา หลังจากนั้นก็มาพิจารณาเสนอชื่อโดยคณะทำงาน หลังจากนั้นก็ให้มีการทาบทาม แล้วให้แต่ละท่านกรอกใบสมัคร ในใบสมัครก็จะมีว่าทำงานอะไรมาก่อน มีเป้าหมายการทำงานอย่างไร จากนั้นจึงเอามาพิจารณารายบุคคล ทั้งนี้คนเข้าร่วมยังไม่ถึง 50 คนตามที่กำหนดไว้ ตอนนี้มี 40 กว่าคน และมีเงื่อนไขว่าขาด CM ได้ครั้งเดียวเท่านั้น และต้องเป็นเรื่องที่สำคญจำเป็นจริงๆ จากนั้นเราจะมาออกแบบกระบวนการโดยคำนึงถึงผู้เข้าร่วมกระบวนการที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งนี้เน้นกระบวนการให้เป็นวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ภาคใต้

การเลือกตัวบุคคลต้องมีความครอบคลุม เราต้องใช้ประชาธิปไตยทางตรงเป็นหลักคิด ต้องลงไปที่รากหญ้า อย่ามาวนกันอยู่ในพวกเดียวกันอย่างเดียว เช่น ในพื้นที่มีองค์กรภาคประชาสังคมอยู่ มีองค์กรศาสนาอยู่ มีองค์กรท้องถิ่นอยู่ เราก็ต้องดึงขึ้นมาเข้าร่วมทั้งหมด ทั้งนี้จะไปดึงคนเหล่านี้มาเข้าร่วมก็ต้องพิจารณาความจริงจังในการเรียนรู้ นี่คือประเด็นการคัดเลือกคนให้หลากหลาย

ทั้งนี้ที่จังหวัดภูเก็ตมีข้อจำกัดเรื่องการหาคน มีข้อจำกัดเรื่องการทำมาหากิน ความรู้สึกของการเป็น นนส.ส่วนภูมิภาค ไม่ใช่ นนส.ส่วนกลาง

 

คำถาม: ความมุ่งมั่นตั้งใจของนักสานพลังในแต่ละภาคของตนเอง

อีสาน

อีสานอยากจะเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มที่หลากหลาย โควต้าสำหรับคนพิเศษ คนขายขอบ หรือแม้แต่เยาวชนได้เข้ามา กับคำถามถึงผลที่ได้จาก 2CM ที่ผ่านมา ได้ทิ้งช่วงห่างไป เพื่อให้ นนส.ได้ไปทบทวน เมื่อผ่าน CM 3-4 ไปแล้ว อาจจะต้องมีกระบวนการในการให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้อยากให้ช่วยกันตอบคำถามว่า เรามีศักดินาในตัวเองหรือไม่ เมื่อมีประเด็น นนส.ส่วนกลางกับ นนส.ส่วนภูมิภาค ตรงนี้อันตราย เพราะการทำงานก็จะแคบลงเรื่อยๆ เราจะเริ่มรู้สึกเหมือนทำงานด้วยกันไม่ได้ ไม่อยากจะเชื่อมกัน ตรงนี้ต้องเตือนตัวเอง พิจารณาประเด็นนี้

ภาคใต้

คนที่เข้ามาใน CM2 คือคนที่มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะทำงานร่วมกัน ส่วน CM แรกเป็นการวัดใจ ดังนั้นตัวชี้วัดอยู่ที่ CM2 ทั้งนี้มองเรื่องคุณภาพนั้น ขณะนี้ นนส.ทำเรื่องปริมาณได้แล้วโดยการปรับกระบวนการเป็นการอบรมระดับภาค และให้ นนส.ที่ผ่านจากส่วนกลางเป็นพี่เลี้ยงภาค อย่างภูเก็ต

และหลังจากอบรมแล้ว ทำให้เกิดเครือข่าย มีการช่วยกันแก้ไขปัญหา ทำงานร่วมกัน แต่อยากให้เกิดการหารือกันว่านักสานพลังที่มีมากขึ้น จะเอาไปทำอะไรกัน

 

คำถาม: บทเรียนสำคัญที่ผ่านมา 2CM ได้อะไรบ้าง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาท วคบ. นนส. หรือคณะทำงาน?? ส่วนหนึ่งของความคิดเห็น ต่อคำถามนี้คือ

  1. คุณนพดล – ขอชื่นชมคณะทำงานของวิทยาลัยพยาบาล บทเรียนที่เห็นคือ สองประเด็นขัดแย้งกันคือ เวที นนส.ควรนำไปสู่การสลายอัตตราของนักพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ปลุกเร้าการทำงาน ซึ่งต้องอาศัยการพลัง อัตตาในตนเอง ซึ่งสองอย่างนี้ขัดแย้งกัน แต่เป็นความสวยงาม เป็นสิงสิ่งที่สำคัญ ที่หากทำให้เกิดขึ้นได้ เวที นนส. ถือว่าสำเร็จ คือเชื่อมั่นในการทำงานพัฒนาของคนเอง ในขณะเดียวกันก็ลดอัตตาของตนเอง ประเด็นนี้เกิดขึ้นในระหว่างเวที เกิดขึ้นนอกเวที เกิดขึ้นตลอดกระบวนการ
  1. ผมรู้สึกเหมือนดูหนังแบบย้อนกลับ ไปสู่จุดเริ่มต้น ผมเป็น นนส.ปี 2557 ได้ฟัง นนส. ปี 2558 คนหนึ่งพูดว่าต้องขอบคุณคนคิดโปรแกรมนี้ขึ้นมา กระบวนการนี้มันทำให้คนที่มีอัตตาในตนเองได้ฝึกยอมรับอัตตาในมุมของคนอื่น การที่ได้ทบทวนถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา มันช่วยลดอัตตา และการทบทวนเช่นนี้เป็นความสำเร็จของโปรแกรม
  1. โปรแกรมนี้ไม่ได้เป็นกระบวนการแบบเดิมๆ แม้เป็นความหนักใจ แต่ วสศ.รู้สึกว่าเราไม่ได้ไปคนเดียว เรามีทีม นนส.ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และพร้อมให้โอกาสซึ่งกันและกัน ยินดีที่ได้มาอยู่ในวงนี้
  1. ความยากและท้าทายมีสูงในการบริหารจัดการ เพราะคนที่มาไม่ได้มาแบบศูนย์ แต่มาแบบมีความรู้ในหน้างานของคนเองอยู่แล้ว แต่พอดีเรามีทีม นนส.ที่มาช่วยกัน นอกจากนี้ต้องให้นำ้หนักกับการคัดเลือกวิทยากรที่มีความเข้าในเรื่องของกระบวนการสาธารณะ
  1. เราจะจัดการกระบวนการให้เป็นการเรียนรู้แบบมีความสุขได้อย่างไร เพราะทุกคนที่เข้ามาล้วนมีความรู้ความสามารถของคนเองอยู่แล้ว เราจะขับเคลื่อน นนส.ให้เป็นกลไกปกติของการทำงานได้อย่างไรด้วย เราจะบริหารความสุขกันอย่างไร เป็นหน้าที่ของ นนส.พี่เลี้ยง ให้ตามดู นนส.จังหวัดว่าเขาได้ทำอะไรได้แค่ไหน ประเด็นที่สองคือเชิญคนอื่นๆ มาทำความเข้าในกับกระบวนการนโยบายสาธารณะมากขึ้น ทำไป ปรับไป แก้ไป ตามเหตุ ตามบริบทของพื้นที่ และนี่คือความงดงาม ชวนกันคิดเรื่องใหญ่มากขึ้น เราเน้นเรื่อง PHA มันอาจจะยังไม่สำเร็จตอนนี้ก็ได้ เราอาจจะไปทำเรื่องอื่น แล้วค่อยย้อนกลับไปในงาน PHA นอกจากนี้ในฐานะ นนส. 55 อยากเห็น นนส. เป็นผู้ปิดทองหลังพระ ไม่อยากให้ยึดติดกับบทบาทที่สวมไว้

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดส่วนหนึ่ง (เก็บได้มากบ้างน้อยบางในรายประเด็น) ของการถกเถียง ผ่านการตั้งคำถาม โต้ตอบ ลับคมความคิดกัน เพื่อท้ายที่สุดแล้ว โปรแกรมพัฒนาศักยภาพ นักสานพลัง ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ของทุกภูมิภาคจะได้ถูกเหลาให้แหลมคม สำหรับนำไปใช้ต่อยอด แล้วพัฒนา แล้วใช้ต่อยอด แล้วใช้พัฒนาสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเรียนรู้ สู่สังคมสุขภาวะของคนไทย ที่ฝันเอาไว้ร่วมกัน

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook