BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

บอกเล่าประสบการณ์การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติผ่านปากคำของตัวแทน 4 ภูมิภาค เทคนิคการจัดการ คุณค่าและผลที่ได้จากการพัฒนานโยบายฯ

ในเวทีอุ่นเครื่องเตรียมความพร้อมเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ที่ สช.เปิดพื้นที่ชวนคุยพร้อมกันทั่วประเทศ มีการดึงตัวแทน 4 ภาค มาตั้งวงเสวนาแบ่งปันเทคนิกการจัดสมัชชาจังหวัดเพื่อสะท้อนให้เครือข่ายเห็นตัวอย่างการจัดกระบวนการว่าทำอย่างไร นำไปสู่อะไร เกิดผลดี และคุณค่า นำไปสู่สุขภาวะที่ดีของคนในพื้นที่ได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีเตรียมความพร้อมกลุ่มเครือข่ายพื้นที่ ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างเอกสารระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 นำโดย นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ สช. ภายในงานมีผู้เข้าร่วมคึกคักกว่า 400 คน โดยสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้ มีด้วยกัน 7 มติ (เอกสารร่างมติฯ ดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ สมัชชา.org)

เปิดเวทีช่วงเช้า นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เกริ่นนำชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องการทำนโยบายสาธารณะโดยใช้สมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือว่า “นโยบายสาธารณะที่ดี ต้องเป็นนโยบายสาธารณะเพื่อคนส่วนใหญ่ แล้วตระหนักถึงผลกระทบ ว่าหากกระทบกับใคร ต้องป้องกัน ดูแล และเยียวยา นอกจากนี้ต้องมีการมีส่วนร่วม โดยการมีส่วนร่วมต้องนำไปสู่การเป็นเจ้าของร่วมด้วย ทั้งนี้ นพ.อำพล ย้ำว่ากระบวนการสมัชชาสุขภาพเป็นกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมที่ต้องทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเป็นเจ้าของนโยบาย ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เป็นมติร่วมกัน และร่วมกันรับผลประโยชน์ เพราะเรื่องของสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องของใคร หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน

ดังนั้นกระบวนการนโยบายเป็นเครื่องมือสำหรับทุกคน มีหน้าที่ 4 ประการ คือเพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะให้ดีขึ้น สุขภาวะที่เป็นของทุกคน จึงต้องร่วมกันแก้ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกันกำหนดนโยบาย ประเด็นที่สองคือเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้สังคมเข้มแข็งขึ้น ประเด็นที่สามกระบวนการนโยบายสาธารณะทำให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกัน ประเด็นสุดท้ายสมัชชาสุขภาพเป็นกระบวนการประชาธิปไตยส่วนร่วมในภาคปฏิบัติ โดยไม่ต้องรอการปฏิรูปจากภาคการเมือง หรือไม่ต้องรอรัฐมาขับเคลื่อนให้ สิ่งที่นับเป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาธิปไตยของจริง

เครื่องมือสมัชชานี้เป็นเครื่องมือสาธารณะของทุกฝ่าย ไม่ใช่ของ สช. ไม่ได้ทำงานให้ สช. แต่ทำงานให้พื้นที่ของท่าน สังคมของท่าน ครอบครัวของท่าน ดังนั้นหยิบเครื่องมือนี้ไปใช้ได้เลย นพ.อำพลกล่าวทิ้งท้าย

จากนั้นในเวทีมีการเสวนา โอกาส และคุณค่าของการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองความคิด ประสบการณ์ที่ผ่านมาจากตัวแทนเครือข่ายทั้ง 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ โดย คุณศิริพร ปัญญาเสน นนส.ปี 2556  ภาคอีสาน โดย คุณดิษณ์กร สิงห์ยะเมือง นักวิชาการสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ภาคใต้โดย คุณเบญจา รัตนมณี ผู้ประสานงานสมัชชาจังหวัดชุมพร และภาคกลาง/ตะวันออกโดย คุณวันพิพัฒน์ คมภักดี นนส.ปี 2557

เปิดประเด็นเสวนาด้วย “คุณค่า” ของการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ คุณศิริพร ปัญญาเสน ตัวแทนจากภาคเหนือกล่าวว่า คุณค่าการขับเคลื่อนโดยใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะ ทำให้เราได้มีโอกาสในการจัดการพื้นที่ของเราเอง ทำให้เกิดคุณค่าในการทำงานนโยบายสาธารณะ ทำให้เราต้องทบทวนสาระสำคัญของกระบวนการฯ กลับไปใช้ในพื้นที่

ส่วนคุณวันพิพัฒน์ คมภักดี จากภาคกลาง บอกว่าการมีส่วนร่วมมีคุณค่า เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน มีคำกล่าวที่ว่า การเดินทางไกลมีคุณค่าน้อยกว่าการเปิดใจรับฟังกัน หมายความว่าการมีส่วนร่วมเป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายสาธารณะร่วมกัน ดังนั้นโจทย์ของการพัฒนานโยบายจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้มีส่วนร่วม ทำอย่างไรให้มีพื้นที่มาคุย มาแลกเปลี่ยนกันให้มาก

มุมมองของ คุณเบญจา รัตนมณี ตัวแทนจากภาคใต้ กล่าวว่า เวทีนโยบายสาธารณะมีคุณค่า เพราะเวทีนี้ไม่เหมือนกับเวทีการมีส่วนร่วมอื่นๆ ตรงที่เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบร่วมกัน ภายใต้ต้นทุนที่เรามีอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้คุณค่าของเวทีพัฒนานโยบายสาธารณะคือการที่ทำให้เราได้คุยกันแบบพี่น้อง สมานฉันท์นำไปสู่ข้อสรุป หรือฉันทมติร่วมกัน สิ่งนี้เป็นคุณค่าหลัก ไม่ว่าจะระดับชาติ หรือพื้นที่เราจะใช้เครื่องมือนี้เข้ามาเกาะเกี่ยวกัน

ส่วนคุณดิษณ์กร สิงห์ยะเมือง จากภาคอีสาน มองว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นหัวใจสำคัญในการนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่ดี ถ้าอยากจะให้คนมีส่วนร่วม เราต้องทำเรื่องการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ภายใต้โจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรให้คนเข้ามารับรู้ รับฟัง มีส่วนร่วม ดังนั้นเราต้องเริ่มจากการจัดเวทีสร้างความเข้าใจ อีกขั้นตอนที่สำคัญคือการาคัดเลือกเครือข่ายที่เข้าร่วม ต้องจับกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในประเด็นนั้นๆ นอกจากนี้การประสานงานเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญ ต้องประสานตั้งแต่เนิ่นๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดคุณค่าในการแสดงความคิดเห็น

เมื่อนโยบายสาธารณะฯ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับการทำงานพัฒนาสุขภาวะในพื้นที่แล้วนั้น ในเวทีจึงได้สะท้อนต่อเนื่องว่า แล้วนโยบายสาธารณะที่มีคุณค่านี้ จะทำให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างไร ต้องผ่านกระบวนการอย่างไร มีการจัดการอย่างไร รวมถึงเกิดฉันทมติได้อย่างไร

เริ่มต้นจาก คุณศิริพร บอกว่า นโยบายสาธารณะต้องเกิดจากมีการมีส่วนร่วมโดยครบทั้ง 3 ภาคส่วนคือการเมือง วิชาการ และประชาชน และเริ่มต้นก่อรูปจากประเด็นเล็กๆ ขึ้นมาก่อนเป็นนโยบายสาธารณะ ที่ทุกคนยอมรับได้ ทั้งนี้จะมีคุณค่ามากขึ้นหากประเด็นของเรา ถูกนำไปขับเคลื่อนต่อในพื้นที่ ต้องมาจากตัวจริงเสียงจริง นอกจากนี้คุณศิริพรยกตัวอย่างโดยพูดถึงเวทีในวันนี้ว่านับเป็นอีกหนึ่งกระบวนการว่า เวทีเตรียมความพร้อมการรับฟังความคิดเห็นต่อมติฯ ที่จัดขึ้นในวันนี้ จะทำให้เกิดความชัดเจนเมื่อแต่ละจังหวัดจะต้องกลับไปจัดเวทีรับฟังกระบวนการเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมติฯร่วมกันในพื้นที่ ซึ่งกระบวนการของปีนี้มีความพิเศษตรงที่เราจัดเวทีรับฟังฯพร้อมกันทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 24 – 30 พฤศจิกายนนี้

การจัดพร้อมกันทั่วประเทศ ก็ต้องเป็นตัวจริงเสียงจริงที่มาร่วมกันวันนี้ เพราะนอกจากเราจะเป็นคนรู้เรื่องแล้ว เราให้ความสำคัญของวันนี้แล้ว วันที่ลงพื้นที่เราก็ต้องอยู่ด้วย นอกจากนี้เราต้องเกาะประเด็นของพื้นที่ที่ฝากเรามานำเสนอ ต้องไม่ทิ้งประเด็นของเพื่อนในพื้นที่ที่ฝากมา สิ่งเหล่านี้จะทำให้นโยบายสาธารณะที่ร่างขึ้นเกิดการยอมรับ คุณศิริพรกล่าว

คุณวันพิพัฒน์ เสริมว่า การบริหารจัดการระบบเครือข่าย มีความสำคัญอยู่ที่การร้อยรัด ถนอมเครือข่ายให้อยู่ร่วมกันได้ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่แรงจูงใจ (แนวคิดคุณวิคเตอร์) “เราจะให้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับเราได้ สิ่งสำคัญคือแรงจูงใจ ทั้งภายนอก และภายใน ภายในเกิดจากค่าตอบแทน ภายนอกสำคัญกว่าภายในคือการยกย่องชมเชย การรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ดังเช่นแนวคิดของมาสโลว์ นักจิตวิทยา ที่ได้พูดถึงเรื่องของการต้องการการยอมรับนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน

ทีนี้กระบวนการทำนโยบาย ทำอย่างไรให้เกิดการมีส่วนร่วมตั้งแต่เวทีย่อยไปจนสู่เวทีสาธารณะ คุณวันพิพัฒน์ทำหน้าที่สรุปสาระที่ได้จากคำตอบของทุกคนในวงเสวนานี้ว่ามี 5 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกคือการเชิญตัวจริงเสียงจริงมาเข้าร่วม ดังนั้นเราต้องค้นหาในพื้นที่ให้เจอ ประเด็นที่สองต้องให้ตัวจริงเสียงจริงเหล่านี้เข้ามาเกาะประเด็นในเวที เพื่อทำให้นโยบายสาธารณะไม่บิดเบี้ยว ประเด็นที่สามคือทุกขั้นตอนการเลือกประเด็นนโยบายสาธารณะในพื้นที่ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งสามประเด็นนี้จะนำไปสู่การเกิดคุณค่า และเมื่อเครือข่ายเห็นคุณค่า ทุกคนก็จะร่วมกันทำงาน ทั้งนี้ประเด็นที่สี่คือตลอดทั้งประบวนการต้องมีความโปร่งใส และสุดท้ายงานจะขับเคลื่อนได้ ต้องใช้ความรู้ ใช้งานวิชาการเป็นฐาน เพื่อเพิ่มความยอมรับให้เกิดขึ้น นอกจากนี้เกิดการสานพลังจะทำให้งานที่เราขับเคลื่อนเกิดพลัง งานสมัชชาก็จะเดินหน้าไปได้

เมื่อกล่าวถึงประเด็นเทคนิคการพัฒนานโยบายสาธารณะ คุณเบญจา เริ่มแลกเปลี่ยนว่า ในพื้นที่จังหวัดชุมพรมีวิธีการที่ทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมคือ การเตรียมความพร้อมของทีมงานในพื้นที่ และเปิดเวทีให้เกิดการคิดร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นร่วมกัน ยกตัวอย่างเวทีในวันนี้ ก็มีการกำหนดรูปแบบเวที ว่าจะขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างไร ไปจนถึงการวางแผนเพื่อขับเคลื่อนพร้อมกันในแต่ละพื้นที่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  นี่คือสิ่งดีๆ ที่จะได้พบในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ ซึ่งไม่เหมือนปีที่ผ่านมา ที่ต่างคนต่างทำ นอกจากนี้การขับเคลื่อนของชุมพร เน้นเสริมจากคุณวันพิพัฒน์ จากภาคกลางอีกด้วยว่า ต้องมาจากตัวจริง ไม่ใช่ตัวแทน เพราะการมาจกาไม่ใช่ตัวจริงก็จะได้รับความคิดเห็นที่ไม่จริง ไม่มีการขยับ ไม่มีการตอบโต้ ประเด็นผ่านฉลุยโดยไม่มีการโต้แย้ง สุดท้ายผลของการพัฒนานโยบายก็จะไม่ได้อะไรเลย เพราะไม่มีคนทำงานจริงในพื้นที่นำกลับไปทำด้วย

ด้านคุณดิษณ์กร สะท้อนการจัดสมัชชาจังหวัดร้อยเอ็ดว่า เทคนิคที่ใช้คือ การเชิญผู้ใหญ่ ในระดับจังหวัด นั่นก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดมาเปิดงาน อย่างน้อยเชิญมาเป็นเกียรติ แล้วการเข้าร่วมก็จะง่ายขึ้น สำหรับการจัดการเรื่องสถานที่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการเกิดสมาธิในการระดมสมอง ดังนั้นต้องเลือกสถานที่ที่มีห้องประชุมเป็นสัดส่วน และเสียงต้องไม่รบกวนกัน รวมถึงให้เวลาที่เหมาะสมไม่มาก หรือน้อยเกินไปในการระดมความคิดเห็นในแต่ละประเด็นที่จะพัฒนานโยบายสาธารณะฯ ยกตัวอย่างในกรณีเวทีนี้ มี 7 ประเด็น 1 วัน แบ่งเช้า 4 ประเด็น ช่วงบ่ายอีก 3 ประเด็นถือว่าใช้เวลาได้เหมาะสม

นอกจากนี้การจัดสมัชชาต้องคำนึงถึงการกำหนดหน้าที่การทำงานในเวทีของทีมงานแต่ละคน และการจัดเตรียมเอกสารให้พร้อม และส่งให้เครือข่ายได้ทำความเข้าใจ ทบทวนประเด็นก่อนเดินทางมามีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็น

สรุปคือต้องมีการบริหารจัดการหน้าที่คนทำงาน หรือทีมงาน รวมถึงบุคคลที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเข้าร่วมงาน และจัดการด้านสถานที่ เวลา รวมถึงเอกสารให้พร้อม ทั้งนี้อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการประสานงานเครือข่ายให้เข้ามามีส่วนร่วม

ในเวทียังได้มีการสะท้อนผลประโยชน์ที่ได้รับในพื้นที่ เริ่มจากจังหวัดร้อยเอ็ด คุณดิษณ์กร บอกว่า การพัฒนานโยบายสาธารณะทำให้เกิดความสัมพันธ์ของเครือข่าย ทำให้เกิดนโยบายต่อเนื่อง ในร้อยเอ็ดผ่านระยะเวลาการพัฒนามา 2 ปี เกิดเป็นประเด็นนโยบายสาธารณะ 8 ประเด็น ที่มีการขับเคลื่อน ผลที่ตามมาอีกทอดหนึ่งคือเกิดการพัฒนาสุขภาวะในพื้นที่ร้อยเอ็ดดีขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับจังหวัดลำปาง ได้มีการจัดเวทีไปแล้วกว่า  200 เวที มีทั้งรัฐมนตรี และผู้ว่ามาเข้าร่วม ซึ่งการดึงราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามา ทำให้กังวลว่าหลังจากผู้ใหญ่กลับ จะมีคนตามกลับไปด้วยจนหมด ไม่มีคนอยู่ร่วมเวทีจนจบ แต่ครั้งล่าสุดนี้ ท้องถิ่นร่วมเวทีจนจบ โดยมองเห็นความสำคัญของการร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะฯ เพื่อรับผลประโยชน์ร่วมกัน ที่สำคัญทุกประเด็นมีเจ้าภาพที่เป็นตัวจริงร่วมจัดการ เวทีนี้มี 300 คน แต่มาจริง 450 คน เป็นความภูมิใจ เป็นคุณค่าที่ทำให้เราเห็นว่ากระบวนการสมัชชาเป็นกระบวนการที่ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของแล้ว โดยส่วนตัวดิฉันเป็นภาคประชาสังคม จึงทั้งเชื่อมั่น และศรัทธากระบวนการสมัชชาที่ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกัน คุณศิริพรกล่าวย้ำ

พร้อมกับให้ประเด็นที่สำคัญของการจัดเวทีสมัชชาว่าคือ การจัดการของคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพ การรายงานให้ สช. และพี่น้องภาคีเห็นเป็นรูปธรรม เห็นมติฯร่วมกัน สิ่งนี้เมื่อมองเห็นจะกลายเป็นคุณค่าทางใจ เป็นผลงานการทำงานร่วมกัน คุณค่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จะนำไปสู่การเกิดความสุขขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปิดเวทีเสวนา ตัวแทนทั้ง 4 ภาคได้ให้คำแนะนำ และปัญหาอุปสรรคไว้เป็นของแถมว่า สำหรับภาคใต้  คุณเบจจา ให้คำพูดเป็นกำลังใจไว้ว้า ปัญหามีไว้แก้ ทุกอย่างจะได้แก้ไข แต่อยากจะฝากให้แง่คิดว่าเมื่อกลับพื้นที่ไปแล้ว แม้จะมีปัญหาอุปสรรค ด้านเวลา เราก็ต้องจัดการให้เหมาะสม นอกจากนี้คำนึงถึงเรื่องสถานที่ที่เหมาะสมกับการแลกเปลี่ยน อีกเรื่องคือคนจะต้องเป็นตังจริงเสียงจริง

ด้านตัวแทนจากอีสาน คุณดิษณ์กร เสนอให้ สช.จัดเวทีเตรียมความพร้อมแบบเวทีนี้ทุกปี เพื่อเป็นโอกาสให้เครือข่ายสมัชชาสุขภาพในแต่ละพื้นที่ได้พบปะตัวจริงเสียงจริงในพื้นที่อื่นๆ เพื่อไปเชื่อมต่อในแต่ละประเด็นร่วมกัน

สำหรับตัวแทนจากภาคเหนือ คุณศิริพรกล่าวแนะนำเป็นการปิดท้ายเวทีว่า เวทีสมัชชาจะต้องไม่ทำให้เป็นเพียงกิจกรรม (Event) แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ และคุณภาพของเวที รวมทั้งต้องคำนึงถึงคุณค่าของการทำงาน การใข้ใจในการทำงาน ที่เราจะทำเพื่อคนในสังคม ทำเพื่อประเทศชาติของเราร่วมกัน

หลังจบการเสวนา มีการแบ่งห้องย่อยตามร่างมติฯ ทั้ง 7 ประเด็น พร้อมให้เครือข่ายเข้าร่วมรับฟังรายละเอียดของแต่ละมติฯ ตามความสนใจ หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายแต่ละจังหวัด เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น และเห็นภาพรวมของงาน ก่อนจะนำกลับไปจัดเวทีพิจารณาร่างมติฯ ในพื้นที่จังหวัดของตนเองต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในระหว่างวันที่ 24 – 30 พฤศจิกายน 2557 นี้

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook