BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

บทเรียนรู้จากสมัชชาสุขภาพอุดรธานี: ที่มาของร่างมติฯ ไฟป่าและหมอกควัน

ในเวทีจัดทำร่างมติประเด็นไฟป่าและหมอกควัน สมัชชาสุขภาพจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีที่ผ่านมา มีผู้แทนจากหลากหลายองค์กรทั้งที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เช่น ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เจ้าภาพประเด็น) กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 24 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อบต.ในพื้นที่เสี่ยง เกษตรจังหวัด หมอดินอาสา ฯลฯ ในวงสนทนามีการพูดคุยอย่างเป็นระบบ ค่อยๆร้อยเรียงเรื่องราวจากสภาพปัญหา ไปสู่ร่างมติฯ ได้อย่างสมานฉันท์ และวงสนทนาในครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจที่สามารถเป็นบทเรียนรู้ในการจัดทำร่างมติฯ ที่มีคุณภาพสำหรับประเด็นอื่นๆต่อไป

1) ปัญหาไฟป่า: ความซับซ้อนและเชื่อมโยง

วงสนทนาเพื่อร่างมติ มีคุณสมเด็จ จำปี ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้อำนวยการพูดคุย การสนทนาในครั้งนี้เริ่มจากการนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ทำให้ทุกคนเข้าใจสาเหตุของปัญหาร่วมกันว่า ไฟป่าเกิดขึ้นจาก ๒ สาเหตุหลัก คือ ไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไฟป่าที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ ด้วยความเชื่อเรื่องการเผาป่าเพื่อให้ผักหวานเจริญงอกงาม การเผาเพื่อล่าสัตว์ รวมถึงการเผาหญ้าในที่ดินทำกินเพื่อจัดเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรและลุกลามเกินการควบคุม

ทุกคนในกลุ่มช่วยกันเติมเต็มรายละเอียดและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้พบว่า ปัญหาไฟป่าและหมกควันที่เกิดขึ้นจากการเผาหญ้าเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตรมีต้นตอจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป “…บ่มีวัวมีควายแล้ว มีแต่ควายเหล็ก มันบ่กินหญ้า ก็เลยต้องเผาทิ้ม…” หมอดินอาสากล่าวขึ้น และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หน่วยงานด้านเกษตรฯ ได้พยายามรณรงค์ให้เกษตรกรไม่เผาหญ้า รณรงค์ให้นำไปทำปุ๋ยหมัก แต่ด้วยจิตสำนึกของเกษตรกรที่ไม่เห็นว่าสำคัญ ก็ยังคงมักง่ายเผากันทั่วไป ในบางครั้งก็ไม่ดูแลไม่ควบคุม ลุกลามไป ก็มองว่าเป็นหน้าที่ของป่าไม้ที่ต้องมาดับ ยังไม่เห็นว่าตนเองเป็นต้นตอของปัญหา

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อสามสี่ปีก่อน ได้เกิดปัญหาลุกลามจนส่งผลกระทบไปยังภูฝอยลมซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด รวมไปถึงวัดป่า และสำนักสงฆ์ก็ได้รับผลกระทบจากหมอกควันไฟป่า จนพระสงฆ์เองต้องออกมาช่วยกันดับไฟป่า และเมื่อสถานการณ์เลวร้ายขึ้น เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องนิมนต์พระสงฆ์ออกจากพื้นที่ ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง

2) ภาพฝัน: เป้าหมายปลายทางที่ปรารถนา

เมื่อพูดคุยกันอย่างออกรสจนทุกๆคนเห็นองค์ประกอบและภาพรวมของปัญหาตรงกันแล้ว วงสนทนาก็เข้าสู่ภาพฝันที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วม (Shared vision) ที่ไม่ใช่คำขวัญที่สวยหรู แต่เป็นการอธิบายสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นจริง จากวงแลกเปลี่ยนทำให้เห็นว่าเป้าหมายที่ทุกคนปรารถนาแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ประกอบด้วย

  1. เป้าหมายเชิงผลกระทบ ได้แก่ ทุกคนสุขภาพดีเพราะไม่หมอกควันจากไฟป่า ทุกคนปลอดภัยจากไฟป่า มีทัศนวิสัยที่ดีในการเดินทาง สูดอากาศที่ดีได้
  2. เป้าหมายเชิงการบริหารจัดการ ได้แก่ ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาไฟป่า
  3. เป้าหมายเชิงผลลัพธ์ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะผลลัพธ์หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบุคคล ซึ่งเป็นหลักประกันว่า ถ้าบุคคลเปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับอื่นๆตามมา สิ่งที่กลุ่มปรารถนาในเชิงผลลัพธ์ คือ ทุกคนมีจิตสำนึก ดูแลป่า ไม่เผาป่า

3) ปัจจัยหนุน ปัจจัยหน่วง: วิเคราะห์เส้นทางที่จะก้าวเดิน

ปัจจัยหนุน คือ ปัจจัยทางบวกทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ปัจจัยหน่วง คือ ปัจจัยทางลบทั้งภายในและภายนอก หรืออาจเรียกได้ว่าเรากำลังชวนวงสนทนาใช้ SWOT Analysis นั่นเอง

การพูดคุยเริ่มต้นจากทุนของแต่ละองค์กรที่มีอยู่ว่าพอจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง หน่วยทหารก็บอกว่าตนเองมีกำลังคน สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ให้ข้อมูลว่ามีนโยบายและแผนงานสนับสนุน สามารถจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจระดับจังหวัดได้ มีอาสาสมัคร อปพร. มีเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ กรมอุทยานฯ มีองค์ความรู้เรื่องการดับไฟป่า มีหลักสูตรการอบรมที่เกี่ยวข้อง กรมป่าไม้มีพื้นที่ต้นแบบ (Best Practice) ที่ไปศึกษาเรียนรู้ได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณ ฯลฯ

ในด้านปัจจัยหน่วง พบว่า

  1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดทำแผนแต่ไม่ใครเสนอประเด็นและงบประมาณเข้าสู่สภาฯ ในบางครั้งการเสนอแผนเข้าสู่สภาฯ ก็ล่าช้าไม่ทันท่วงที
  2. การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร อปท. ก็ทำให้นโยบายและความใส่ใจต่อปัญหาของ อปท. เปลี่ยนไป
  3. อปท. ได้รับการถ่ายโอนภาระหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่ อปท. ไม่มีความรู้ด้านการจัดการไฟป่า
  4. หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ และฝ่ายนโยบายทั้งใน อปท. และหน่วยงานส่วนกลางไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล หน่วยปฏิบัติจึงยังไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนและเสนอประเด็น
  5. สาธารณชนยังไม่ให้ความสำคัญกับปัญหามากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
  6. ปัญหาไฟป่าเป็นปัญหาข้ามเขตพื้นที่การปกครอง

4) ร่างมติที่ทุกฝ่ายพร้อมปฏิบัติ

เมื่อปัจจัยหนุนและปัจจัยหน่วยมีความชัดเจนมากขึ้น ข้อเสนอต่างๆ ก็ค่อยๆเผยออกมา มีทั้งข้อเสนอที่เห็นเจ้าภาพและสามารถดำเนินการได้ และข้อเสนอที่ยังไม่มีเจ้าภาพ สิ่งสำคัญของกระบวนการนี้คือ การร่างมติฯ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้ ต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าภาพในแต่ละด้าน

ผู้ดำเนินการสนทนาจึงเปิดโอกาสให้ผู้แทนแต่ละองค์กรได้แลกเปลี่ยนถึงความเป็นไปได้และข้อจำกัดต่างๆขององค์กร เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันเสียก่อน

เมื่อผู้แทนองค์กรได้นำเสนอการวิเคราะห์ศักยภาพขององค์กรและเงื่อนไขต่างๆให้แก่ผู้เข้าร่วมเวทีฟังแล้ว ทุกฝ่ายก็มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และร่วมกันร่างมติที่มีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริง ไม่ใช่ร่างมติที่แขวนลอยเป็นเพียงภาพฝัน แต่ไร้หนทางหรือความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง ร่างมติที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวมีทั้งสิ้น ๑๔ ข้อ ดังต่อไปนี้

  1. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานทางปกครอง ควบคุมสั่งการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน
  2. ขอให้หน่วยงานด้านเกษตร สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รณรงค์ให้ความรู้ และสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนเรื่องไฟป่าและหมอกควัน
  3. ขอให้หน่วยไฟป่า และภาคีเครือข่าย เป็นพี่เลี้ยงและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญของปัญหาไฟป่าและหมอกควัน
  4. ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำข้อบัญญัติและแผนจัดการไฟป่าและหมอกควัน โดยให้ภาคีเครือข่ายและประชาชนมีส่วนร่วม
  5. ขอให้หน่วยไฟป่า และสำนักอุทยานฯ อบรมให้ความรู้เรื่องการจัดการไฟป่าแก่บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  6. ขอให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำปัญหาไฟป่าและหมอกควันเข้าสู่คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจ และเพิ่มความถี่ในการประชุมเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
  7. ขอให้หน่วยไฟป่าเชื่อมประสานองค์กรวิชาการ เพื่อรวมรวบและจัดทำผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นจากปัญหาไฟป่าและหมอกควัน
  8. ขอให้หน่วยไฟป่าประสานการทำงานกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการจัดการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  9. ขอให้หน่วยงานไฟป่าจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ส่งไปยังสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้างต่อไป
  10. ข้อให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค ๙ เฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่เสี่ยง
  11. ขอให้ฝ่ายปกครอง ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประธานชุมชน บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเผาป่าอย่างเคร่งครัด
  12. ขอให้หมู่บ้าน และชุมชน ออกข้อบัญญัติ หรือกฏระเบียบร่วมกันในการป้องกันและป้องปรามการเผาป่า
  13. ขอให้หน่วยงานไฟป่า เชื่อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนา อปพร. หรือ จัดตั้งกลุ่มไฟป่า ให้มีศักยภาพในการจัดการไฟป่า หรือ สนับสนุนการจัดการไฟป่าแก่เจ้าหน้าที่ในแต่พื้นที่
  14. ขอให้หน่วยงานไฟป่า เชื่อมประสานการดำเนินงานข้ามพื้นที่การปกครอง เนื่องจากเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบในวงกว้างข้ามเขตการปกครอง

5) บทเรียนจากวงสนทนา

จากการเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงสนทนา ทำให้พบบทเรียนดีๆ หลายประการ

  1. ผู้ดำเนินการพูดคุยมีความสำคัญ กล่าวคือ คุณสมเด็จ จำปี ผู้ดำเนินการพูดคุยสามารถนำวงพูดคุยให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอความคิดเห็นของตนเอง และแม้ว่าผู้ดำเนินการพูดคุยมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ไฟป่าฯ ซึ่งอยู่กับปัญหาและมีข้อมูลต่างๆมากพอสมควร แต่ก็มิได้ครอบงำความคิดของกลุ่มแต่อย่างใด และใช้การนำเสนอข้อมูล (input) ที่พอเพียงและเหมาะสม เพื่อให้บุคคลอื่นๆได้แสดงความคิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์ ไม่ครอบงำหรือจำกัดกรอบความคิด
  2. ผู้เข้าร่วมสนทนาคือตัวจริง แม้การประชุมครั้งนี้จะเป็นการติดต่อเชิญผู้แทนองค์กรด้วยจดหมายราชการ แต่ด้วยการประสานงานนอกรอบขององค์กรเจ้าภาพ ทำให้ได้ผู้แทนองค์กรที่มีข้อมูล เห็นความสำคัญของปัญหา และเอาจริงเอาจัง อาจเรียกได้ว่าบุคคลเหล่านั้นคือตัวจริงเสียงจริงที่สามารถนำประเด็นกลับไปขับเคลื่อนต่อในองค์กรได้ ส่งผลให้การสนทนาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ผู้เข้าร่วมทุกคนมีข้อมูล มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับปฏิบัติและนโยบายนำมาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในการสนทนาจึงเป็นไปอย่างราบรื่นสมานฉันท์
  3. ความหลากหลายและครอบถ้วนของผู้เข้าร่วม กล่าวคือ เรื่องไฟป่าและหมอกควัน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน มีความเกี่ยวพันกับกระทรวงต่างๆ ถึง ๑๓ กระทรวง แต่โดยหลักแล้วจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านสาธารณภัย และหน่วยงานด้านการเกษตร การเชิญผู้เข้าร่วมซึ่งมีความหลากหลายทั้งที่มา และตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองที่แตกต่าง สร้างการเรียนรู้และความเข้าใจระหว่างองค์กร เช่น หน่วยงานด้านสาธารณภัยมีความเช้าใจมากขึ้นถึงสาเหตุการเผาป่าและความพยายามของหน่วยงานด้านเกษตร และทุกฝ่ายมีความเข้าใจข้อจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติภายใต้งบประมาณ บุคลากร และความรู้ที่จำกัด เป็นต้น
  4. การร้อยเรียงลำดับการสนทนาที่เหมาะสม กล่าวคือ แม้ผู้เข้าร่วมจะมีที่มาและชุดประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ลำดับการสนทนาที่เหมาะสมช่วยให้ผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถทำความเข้าใจประเด็นไปพร้อมๆกันได้ ลำดับการสนทนาดังกล่าว เริ่มต้นจากการปรับจูนให้ทุกคนมีความเข้าใจต่อปัญหาที่ตรงกัน ตามด้วยการสร้างวิสัยทัศน์ การทำความเข้าใจศักยภาพและเงื่อนไขขององค์กรภาคีที่เข้าร่วม นำไปสู่การค้นหาแนวทางที่แต่ละองค์กรภาคียอมรับและพร้อมนำกลับไปปฏิบัติซึ่งนั่นคือร่างมติฯ
  5. ความร่วมมือเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่สมัชชาสุขภาพ กล่าวคือ ผลผลิต (output) ที่เกิดขึ้นจากวงสนทนาในวันนี้คือ ร่างมติฯ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลลัพธ์ (outcome) นั่นคือ ความเข้าใจที่เกิดขึ้นระหว่างองค์กร ซึ่งอาจเป็นหลักประกันต่อความร่วมไม้ร่วมมือระหว่างกันในอนาคต นอกจากนี้ ร่างมติที่เกิดจากวงสนทนาในวันนี้ ล้วนมาจากการพิจารณาด้านความพร้อมและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจากผู้แทนองค์กรที่เข้าร่วมแล้ว เปรียบได้กับ นักกีฬาที่กำลังเข้าสู่ลู่วิ่ง และรอเพียงกรรมการเป่านกหวีดเริ่มต้นเท่านั้น

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook