BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

บทปาฐกถาของนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ในการประชุม “สมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่น” วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๗

บทปาฐกถาของนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการประชุม “สมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่น” วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ ห้องคอนเวนชั่น ๑ โรงแรมเซนทาราคอนเวนชันเซ็นเตอร์จังหวัดขอนแก่น

เรียน  ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น (นายกําธร ถาวรสถิตย์)

สมาชิกสมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่น และพ่อแม่พี่น้องทุกท่านครับ

 

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งในโอกาสที่ผมได้มายืนอยู่ท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายในวันนี้

ในฐานะของ “เขยขอนแก่น” ผมดีใจครับ ที่ได้มารับใช้พี่น้องชาวขอนแก่นในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง

ผมมาขอนแก่นครั้งแรกเมื่อ ๔๒ ปีที่แล้ว ตอนเป็นนักเรียนแพทย์ มาสำรวจโรงเรียนเพื่อมาทำค่ายอาสาพัฒนาในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ปี๒๕๑๕ เรามาสร้างโรงเรียนกันที่บ้านดงเย็น อำเภอน้ำพอง จำได้ว่าการเดินทางยากลำบากมาก เด็กชาวบ้านสมัยนั้นไม่เคยเห็นน้ำแข็ง เวลาเราซื้อน้ำแข็งก้อนใหญ่ฝังแกลบใส่กระสอบเอาไปให้ชาวค่ายซึ่งเป็นนักศึกษาคนเมืองกิน เด็กๆ จะมามุงดูอย่างประหลาดใจ

สมัยนั้นสุขภาพอนามัยของชาวบ้านแย่มาก เด็กขาดสารอาหารกันมาก โรคติดเชื้อยังมีมาก อนามัยแม่และเด็กก็ไม่ดีเอาเสียเลย ชีวิตชาวบ้านอยู่กันง่ายๆ ช้าๆ แบบบ้านๆ เดินทางไปไหนมาไหนที ยากลำบาก ขึ้นรถประจำทางหวานเย็นในท้องถิ่น ผู้คนแออัด ต้องนั่งบนไหปลาร้า อาหารประจำถิ่นของอีสานบ้านเรา

หลังจากนั้น ผมมีโอกาสเดินทางมาขอนแก่นนับครั้งไม่ถ้วน ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงขอนแก่นเรื่อยมา แม้ในระดับชนบทห่างไกลยังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ แต่ในเมืองเปลี่ยนแปลงเร็วมากและเร็ว จนคล้ายกับว่ามี ๒ โลกอยู่ในจังหวัดเดียวกัน

นี่คือการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกไร้พรมแดน

เมื่อผมได้ศึกษาข้อมูล พบว่า

จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๕๔  มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร อยู่ที่ ๘๑,๘๘๔ บาทต่อคน อยู่ในลำดับที่ ๑ ของภาคอีสาน และเป็นลำดับ ๓๔ ของประเทศ แต่ท่านทั้งหลายคงทราบดีนะครับว่ารายได้นี้เป็นรายได้เฉลี่ย ซึ่งในความเป็นจริงมีคนได้มากได้น้อยต่างกันมาก มีครัวเรือนกว่า ๓,๑๐๐ ครัวเรือนที่มีรายได้เพียงปีละไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นสถานการณ์แบบที่เรียกว่า “ไหใหญ่ล้น ไหน้อยบ่เค็ม”

จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ จากการมีหน่วยงานทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพของภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลขอนแก่น และหน่วยงานทางการแพทย์ขนาดใหญ่ของภาคเอกชน ทำให้มีผู้ใช้บริการทางการแพทย์จากภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งจังหวัด

จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา ที่มีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และเอกชนตั้งอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพระดับประเทศอย่างเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีความพร้อมด้านบุคลากรทางการศึกษาและสถานที่ ทำให้มีนักศึกษาจากภายในประเทศและจากต่างประเทศสนใจเข้ารับการศึกษามากขึ้น

จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม กว่า ๔,๐๐๐ แห่ง ด้วยเงินทุนกว่า ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท มีคนงานกว่า ๖๖,๐๐๐ คน  (ปี ๒๕๕๖ มีโรงงานทั้งสิ้น ๔,๑๓๑ โรงงาน เงินทุน ๗๗,๒๓๓.๐๘ ล้านบาท คนงาน ๖๖,๖๔๕ คน) เป็นศูนย์กลางการประชุมและการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาจังหวัดขอนแก่นมีการจัดการประชุมและการสัมมนาทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติจำนวนมาก เนื่องจากมีสถานที่จัดและสถานประกอบการธุรกิจโรงแรมจำนวนมาก

จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ คือเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภาคอีสาน และตั้งอยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจ แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor หรือ EWEC) เป็นการเชื่อมโยงระหว่าง ๕ ประเทศ คือ จีน เวียดนาม ลาว ไทย และพม่า ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและบริการไทย อำนวยความสะดวกด้านการค้าข้ามพรมแดน และขยายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านและติดต่อกับชาติอื่นๆ มากขึ้น อีกไม่นานการคมนาคมจะถึงกันได้อย่างสะดวกง่ายดาย ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียตามมาเช่นกัน

จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการบริหารและบริการภาครัฐ และเป็นที่ตั้งสถานกงสุลใหญ่ จีน เวียดนาม  ลาว และ เปรู

จังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งผลิตพืชอาหาร/พลังงานทดแทนที่สำคัญ เช่น ข้าว  อ้อย มันสำปะหลัง และเป็นแหล่งปศุสัตว์ที่สำคัญ เช่น โคเนื้อ (ลำดับ ๒ ของภาค) และไก่เนื้อ (ลำดับที่ ๔ ของภาค) รวมทั้งเป็นแหล่งแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม แต่เราก็ยังมีปัญหาเรื่องอาหารไม่ปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย

ขอนแก่นมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ที่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้ารวมกันกว่า ๗๓๕.๒ เมกกะวัตต์ (โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ กำลังผลิต ๒๕.๒ เมกกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง กำลังผลิต ๗๑๐ เมกกะวัตต์) โดยนอกจากเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ใช้ในด้านไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นเขื่อนเพื่อการชลประทาน และเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วย

ถ้าท่านสังเกตให้ดี จะเห็นว่าขอนแก่นเติบโตมากในส่วนของเมือง แต่ในระดับชนบทยังยากลำบากและพัฒนาไปอย่างล่าช้า

ในอีกด้านหนึ่งจังหวัดขอนแก่นมีปัญหาด้านสังคมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเป็นจังหวัดที่มีสถิติคดียาเสพติดทั้ง แอมเฟตามีน กัญชาแห้ง-สด กระท่อม สารระเหย และยาไอซ์ สูงกว่า ๓,๓๐๐ คดีต่อปี (ปี ๒๕๕๕ มีสถิติคดียาเสพติด ทั้งสิ้น ๓,๓๐๙ คดี)มีปัญหาด้านอาชญากรรมในพื้นที่สูง ทั้งคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ คดีชีวิตร่างกายและเพส คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ (หมายเหตุ ปี ๒๕๕๕ มีการรับแจ้งในคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ ๕๒ คดี คดีชีวิตร่างกายและเพศ ๒๕๘ คดี คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ ๗๕๕ คดี)

มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตกว่าปีละเกือบ ๒๐๐ คน (หมายเหตุ ปี ๒๕๕๖ มีจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ๒๑๖ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๑๗๗ คน)

คนขอนแก่นกำลังเผชิญกับโรคปัญหาสุขภาพที่ฆ่าชีวิตคนขอนแก่นด้วยโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อในกระแสโลหิตรุนแรง โรคไตวาย โรคเบาหวานและโรคปอดบวม และยังมีปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีสูงต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านาน (ปี ๒๕๕๕ อัตราตายในจังหวัดขอนแก่น ๕ อันดับแรก คือ โรคมะเร็ง ๑๐๘.๑๘ โรคติดเชื้อในกระแสโลหิตรุนแรง ๒๘.๗๙ โรคไตวาย ๒๕.๐๗ โรคเบาหวาน ๒๓.๕๕ และโรคปอดบวม ๑๗.๘๐ ต่อแสนประชากร)

เป็นจังหวัดที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติทุกปี โดยเฉพาะภัยแล้งและอุทกภัย (หมายเหตุ ปี ๒๕๕๕ มีครัวเรือนที่ประสบภัย ด้านอัคคีภัย ๗๙ ครัวเรือน วาตภัย ๔,๒๔๘ ครัวเรือน อุทกภัย ๑๐๖,๙๘๕ ครัวเรือน ภัยแล้ง ๒๓๔,๑๘๕ ครัวเรือน) 

และยังมีปัญหาขยะล้นเมือง เพราะคนขอนแก่นผลิตขยะประมาณ ๑,๘๐๕ ตันต่อวัน หรือ ประมาณ ๖๕๘,๘๐๐ ตันต่อปี  หรือเฉลี่ยประมาณ ๑.๒๔ กิโลกรัมต่อคนต่อวัน

ตัวอย่างศักยภาพและปัญหาที่มากมายเหล่านี้ เป็นสิ่งท้าทายคนขอนแก่นที่ต้องนำมาช่วยกันขบคิดว่า

“แล้วอนาคตของขอนแก่นของเราจะเป็นเช่นไร?”

เราจะปล่อยให้จังหวัดขอนแก่นเติบโตและเป็นไปตาม “กรรม”

หรือเราจะหวังให้ใครมาคิด มาทำให้ขอนแก่นของเราเติบโตไปได้อย่างดีกว่านี้

หรือเราควรมาร่วมมือกันคิดออกแบบและกำหนดอนาคตหรือภาพฝันที่คนขอนแก่น “อยากเห็นและอยากเป็น” ร่วมกัน

ถ้าเป็นกรอบความคิดแบบสยบยอม เราก็จะคิดแบบธุระไม่ใช่ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม

ถ้าเป็นกรอบความคิดแบบพึ่งพิง เราก็จะรอให้คนอื่นคิดให้ ทำให้

แต่ถ้าเป็นกรอบความคิดบนประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่เห็นความสำคัญของ “พลังพลเมือง” และ “พลังการมีส่วนร่วม” เราก็จะไม่นิ่งดูดาย เข้ามา “เป็นธุระ” ร่วมคิด ร่วมทำ อย่างกระตือรือร้น

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในกรอบความคิดหลังสุดครับ

ผมเชื่อมั่นใน “พลังพลเมือง” และ”พลังของความร่วมมือ”

หากเราสามารถหลอมรวมพลังของคนขอนแก่นให้เข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของ และเป็นเจ้าภาพร่วมกันได้ ผมเชื่อมั่นว่าคนขอนแก่นจะสามรถกำหนด“อนาคตขอนแก่น” ที่ดีกว่าวันนี้ได้

ในจังหวัดขอนแก่นมีความพรั่งพร้อมไปด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน มีหน่วยงานของรัฐ ทั้งส่วนภูมิภาคจาก ๓๓ หน่วยงาน และหน่วยงานสังกัดส่วนกลางอีก ๒๒๗ หน่วยงาน พลังจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล๗๕แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล๑๔๙แห่ง แล้ว ยังมีสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยอื่นอีกเกือบ ๑๐ แห่ง รวมทั้งยังมีพลังจากเครือข่ายภาคประชาชน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนอีกมากมาย ที่น่าจะเข้ามาร่วมกันกำหนด “อนาคตขอนแก่น”ที่ดีกว่าได้ (ปี ๒๕๕๕จังหวัดขอนแก่นมีประชากร ๑,๗๗๔,๘๑๖ คน มี ๒๖ อำเภอ ๑๙๘ ตำบล ๒,๓๓๑ หมู่บ้าน และ ๓๘๙ ชุมชน)

การต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ จะมีพลังน้อย ทำเรื่องยากๆไม่สำเร็จหรือสำเร็จได้ยากมาก แต่ “การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ” จะทำให้เราเรื่องที่ยากได้สำเร็จง่ายขึ้น เพราะการรวมตัวกันขององค์ประกอบที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่ที่ไม่ใช่แค่๑บวก๑เป็น๒

ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ต่างก็เป็นธาตุ แยกกันอยู่โดดๆมีคุณสมบัติเป็นก๊าซ แต่เมื่อรวมตัวกันเป็น “น้ำ” (H2O) ก็เกิดคุณสมบัติใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

การรวมตัวข้ามกลุ่ม ข้ามข่าย ข้ามองค์กร ข้ามสาขาเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ จะเกิดคุณสมบัติใหม่ เกิดการคิดใหม่ เกิดการทำใหม่ ที่ใหญ่และดีกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ

ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เราได้ช่วยกันออกแบบเครื่องมือใหม่อย่างน้อย ๓ ชิ้น เพื่อ“สร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ”โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสุขภาวะ ลดทุกขภาวะ

เครื่องมือเหล่านี้ เราเรียกว่าเป็น “เครื่องมือพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” หรือ “นโยบายสาธารณะที่ดีต่อการสร้างสุขภาวะ”นั่นเอง

เครื่องมือ ๓ ชิ้น ที่ว่านี้ ได้แก่

หนึ่ง“ธรรมนูญสุขภาพ” เป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตหรือภาพฝันของชุมชน หรือเครื่องมือกำหนดกติกาของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชนของเราเอง

สอง“สมัชชาสุขภาพ” เป็นเครื่องมือหรือกระบวนการที่เปิดให้คนทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วนเข้ามารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ โดยมีการพัฒนาและขับเคลื่อนงานต่างๆให้เป็นนโยบายสาธารณะของเราเอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาหรือสร้างเสริมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดำรงอยู่หรือก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สาม “การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ” หรือที่เรียกว่าเอช ไอ เอ.เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการคาดประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการทำนโยบาย แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมต่างๆเพื่อป้องกัน หรือรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

หลักการสำคัญของการใช้เครื่องมือทางสังคมทั้ง ๓ ชิ้นนี้ คือ การทำงานบนฐานของข้อมูลและความรู้ ทำงานอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ตัวอย่างเช่น การจัดเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่นในวันนี้ ที่มีการทำงานล่วงหน้ามาอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์มาเป็นอย่างดี มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ จนได้ร่างเอกสารและแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะใน ๕ เรื่อง ภายใต้ประเด็นหลักคือ  “ชาวขอนแก่น ร่วมสร้างนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาวะที่ดี” พร้อมที่จะนำมาเข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ เพื่อแสวงหา “ความเห็นร่วม” หรือ “ฉันทมติ” จากสมาชิกสมัชชาสุขภาพในวันนี้

ผมคิดว่าจังหวัดขอนแก่นของเรา มีประเด็นปัญหาสำคัญอยู่หลายเรื่องที่สามารถใช้ “กระบวนการสมัชชาสุขภาพ” พ่อแม่พี่น้องทุกหมู่เหล่ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเช่น การกำหนดอนาคตของจังหวัดร่วมกัน การแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับ มะเร็งท่อน้ำดีที่เป็นโรคประจำถิ่น การแก้ปัญหาการเสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนน การสร้างระบบเชื่อมโยงผู้ผลิตอาหารเข้ากับผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความมั่นคงของระบบอาหารและอาหารปลอดภัย เป็นต้น

ในอดีต เราอาจไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือทางสังคมเหล่านี้ เพราะสมัยก่อนเราอยู่ในระบบที่รัฐคิดและทำแทนให้ทุกเรื่อง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าเป็น “การอภิบาลโดยรัฐ” (governance by government) ซึ่งต่อมาก็มีการพัฒนา “การอภิบาลโดยตลาด”(governance by market)เข้ามาเสริมการทำงานของรัฐ และปัจจุบันมีการพัฒนา“การอภิบาลโดยเครือข่าย”(governance by network)เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งงานที่พวกเรากำลังร่วมกันทำอยู่นี้ เป็นการอภิบาลแบบเครือข่ายครับ

ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง“ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ที่เราทุกคนแสวงหากันอยู่นั่นเอง

ผมต้องขอชื่นชม “คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่น” ที่มี  “คุณองอาจ  วีรภัทรสกุล”เป็นประธาน และมี “ผศ.ดร.วิบูลย์  วัฒนนามกุล” อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์   ม.ขอนแก่น  และ “ดร.อาคม  อึ่งพวง” จากสมาคมคนพิการทุกประเภท เป็น รองประธานกและยังมีคณะทำงานบริหาร ที่มี “รศ.ดร.บัวพันธ์  พรหมพักพิง” อาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์   ม.ขอนแก่น เป็นประธาน และมี “คุณคณิน  เชื้อดวงผุย” ผู้จัดการกลุ่มวิจัยความอยู่ดีมีสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  ม.ขอนแก่นเป็นแม่งานฝ่ายเลขานุการกิจ รวมทั้งกรรมการและผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้คนขอนแก่นได้มารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำเรื่องดีๆเช่นนี้ครับ

ผมดีใจที่เห็นพี่น้องชาวขอนแก่นมีความกระตือรือร้น เข้ามาร่วมกันใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพ เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่ามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเล็ก หรือประเด็นใหญ่ ซึ่งจะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้นได้เรียนรู้ที่จะทำงานยากๆร่วมกันได้มากขึ้น และเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ

ซึ่งอาจกล่าวได้อีกมุมหนึ่งว่า พวกเรากำลังพัฒนาประชาธิปไตยภาคปฏิบัติ ด้วยการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำกันจริงๆ  ทำไป เรียนรู้ไป พัฒนาไป ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นความงดงามที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งครับ

ผมคิดว่าเราพากันมา “ถูกทาง” แล้วครับ

ในท้ายที่สุดปาฐกถาของผมในวันนี้ ผมขอฝากวาทะกรรมที่มีคนบอกว่ามาจากอัฟริกา เขาบอกไว้ว่า

“ If youwant to go fast, you go alone. If you want to go far, we go together”

“ถ้าคุณอยากไปเร็ว คุณไปคนเดียว ถ้าคุณอยากไปได้ไกล เราไปด้วยกัน”

ผมเห็นว่า งานอย่างที่พวกเรากำลังร่วมกันทำอยู่นี้ เรากำลังเดินไปด้วยกัน จะทำให้เราจะเดินไปได้ไกลแน่นอน ซึ่งผมและทีมงานยินดีร่วมเดินไปกับทุกท่าน

ขอบคุณและสวัสดีครับ.

Check Also

ท้องไม่พร้อม ปัญหาวัยรุ่นใครดูแล

ถ้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งท้องไม่พร้อม ศูนย์ประสานงานเพราะรักพักใจ จะช่วยเด็กอย่างไร? “ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมแต่ตัดสินใจเก็บเด็กไว้ เกิดจากหลายเหตุผล บางคนกลัวบาป บางคนไม่มีความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ กว่าจะรู้อายุครรภ์ก็เกินกำหนด บางคนรู้ตอนอายุครรภ์ยังน้อย พอตอนใกล้จะคลอด ปรากฏว่าผู้ชายขอแยกตัว เลยต้องยอมเก็บเด็กไว้ จำนวนไม่น้อยตัดสินใจเอาออกทั้งที่อาจเกิดอันตราย บางคนต้องตัดมดลูกทิ้ง และบางคนต้องเสียชีวิต เมื่อผู้หญิงเข้ามาหา “ศูนย์ประสานงานเพราะรักพักใจ ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook