BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

บทปาฐกถาของนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ในการประชุม “สมัชชาสุขภาพจังหวัดภูเก็ต” วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗

บทปาฐกถาของนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ  ในการประชุม “สมัชชาสุขภาพจังหวัดภูเก็ต” วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ มหาวิทยาลับราชภัฎภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

เรียน  ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (นายนิสิต จันทร์สมวงศ์)

สมาชิกสมัชชาสุขภาพจังหวัดภูเก็ต และผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

 

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งในโอกาสที่ผมได้มายืนอยู่ในดินแดน “ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีฟ้า สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม”ท่ามกลางผู้ทรงเกียรติทั้งหลายในวันนี้

ผมมาภูเก็ตครั้งแรกเมื่อ ๔๐กว่าปีที่แล้ว ตอนเป็นนักเรีนแพทย์ เราจัดทัศนศึกษากัน เดินทางโดยรถบัส ข้ามคืนข้ามวันมาที่นี่ ภูเก็ตวันนั้น ดูออกจะบ้านๆ เรียบๆช้าๆ แต่ภูเก็ตวันนี้เปลี่ยนไปมาก

ในความรู้สึกนึกคิดของผมและคนทั่วไป เมื่อกล่าวถึง “จังหวัดภูเก็ต”

บางคนคิดถึงวีรกรรมของวีรสตรี ๒ ท่าน คือ คุณหญิงมุกและคุณหญิงจัน ที่ออกมาต่อสู้ปกป้องบ้านเมือง จนศัตรูถอยร่นไป

หลายคนคิดถึงบารมีของหลวงพ่อแช่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลอง

คนจำนวนมากคิดถึงเมืองแห่งความเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะท้องทะเลและหาดทรายสีฟ้าที่สวยงาม จนได้รับสมญานามว่า “ไขมุกแห่งอันดามัน” อันเป็นเมืองที่เหมาะกับการท่องเที่ยว และการพักผ่อน เป็นเมืองที่อยู่ในความรู้จักและกล่าวถึงของคนจำนวนไม่น้อยทั่วโลก

แต่บางคนคิดถึงเหตุการณ์ประท้วงกรณีแทนทาลัมเมื่อหลายสิบปีก่อน

เมื่อผมได้ศึกษาข้อมูลยังพบอีกว่า

ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดต่อหัวประชากร ที่ ๓๔๕,๒๖๙ บาท ต่อคนต่อปี สูงเป็นอันดับ ๑ ของภาคใต้และเป็นอันดับ ๘ ของประเทศ (ข้อมูลปี ๒๕๕๔) แสดงให้เห็นว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดยเฉพาะรายได้จากนอกภาคเกษตร อาทิ โรงแรมและภัตตาคาร การขนส่งและคมนาคม บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและบริการทางธุรกิจ เป็นต้น

ภูเก็ต เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ปีหนึ่งจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามากกว่า ๑๐ ล้านคน สร้างรายได้ถึง ๒.๓ แสนล้านบาท ( ปี ๒๕๕๕ มีนักท่องเที่ยว ๑๐,๒๑๑,๘๘๕ คน สร้างรายได้ ๒๒๘.๙๘๔.๘๘ ล้านบาท) สูงเป็นอันดับที่ ๑ ของภาคใต้

ภูเก็ต เป็นเมืองที่มีการลงทุนประกอบธุรกิจจดทะเบียนนิติบุคคลสูงสุดเป็นอันดับ ๑ ของภาคใต้ ติด ๑ ใน ๑๐ ของประเทศ ปีหนึ่งกว่า ๑,๖๐๐ ราย ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า ๔,๘๐๐ ล้านบาท ( ปี ๒๕๕๔ มีผู้จดทะเบียน ๑,๖๑๐ ราย ทุนจดทะเบียน ๔,๘๖๒.๘๘ ล้านบาท)

ภูเก็ต จะกลายเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางด้านการลงทุนบนดินแดนภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน จะกลายเป็นฐานการผลิต เคลื่อนย้ายสินค้า บริการ ลงทุนตลาดแรงงานฝีมือและเงินทุนเสรีรองรับความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

แต่ทว่า ในอีกมุมหนึ่ง

ภูเก็ตกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆตามมามากมายด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพของคนภูเก็ต ที่มีสาเหตุการตายจากโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคหัวใจ และอุบัติเหตุ เป็นต้น (ปี ๒๕๕๕ สาเหตุการตายโรคมะเร็ง ๖๔.๕๖ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด ๓๒.๗ โรคหัวใจ ๒๖.๘๘ และอุบัติเหตุ ๒๔.๓๘ ต่อแสนประชากร)

ภูเก็ต กำลังเผชิญกับปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ทั้งความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในพื้นที่ดำน้ำที่ได้รับความนิยม คุณภาพน้ำทะเลที่เสื่อมลงจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยลงบริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยว

ภูเก็ต กำลังเผชิญกับปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ การปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ทะเลและภูเขา ปัญหาการแผ้วถางตัดไม้ทำลายป่าทั้งป่าบกและป่าเลน ปัญหาการแย่งชิงแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติและทำลายทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเล

ภูเก็ต กำลังเผชิญกับปัญหาการจัดการขยะที่มีมากกว่า ๕๕๐ ตันต่อวัน ปัญหาประชากรแฝงที่มีมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ปัญหายาเสพติด (ทั้งยาบ้า ไอซ์ กัญชาแห้ง โคเคน เฮโรอีน และพืชกระท่อมสด) ปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ( ปี ๒๕๕๔ มีคดีชาวต่างชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัด รวม ๗๘๕ คดี) ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ (ทั้งสึนามิ แผ่นดินไหว อุทกภัย วาตภัย ภัยแล้ง และดินถล่ม)และปัญหาทางด้านสังคมที่ซ้อนเร้นอยู่เป็นจำนวนมาก

ข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่าง ผมจึงอยากจะชวนพี่น้องคนภูเก็ต คนคนที่มาอยู่ทำมาหากินที่ภูเก็ต คิดต่อไปว่า

“แล้วอนาคตของภูเก็ตของเรา จะเป็นเช่นไร?”

เราจะปล่อยให้จังหวัดภูเก็ตเติบโตและเป็นไปตาม “ยถากรรม”

หรือเราจะหวังให้ใครมาคิด มาทำให้ภูเก็ตของเราเติบโตไปได้อย่างดีกว่านี้

หรือเราควรมาร่วมมือกันคิดออกแบบและกำหนดอนาคตหรือภาพฝันที่คนภูเก็ต “อยากเห็นและอยากเป็น” ร่วมกัน

ถ้าเป็นกรอบความคิดแบบสยบยอม เราก็จะคิดแบบธุระไม่ไช่ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม

ถ้าเป็นกรอบความคิดแบบพึ่งพิง เราก็จะรอให้คนอื่นคิดให้ ทำให้

แต่ถ้าเป็นกรอบความคิดบนประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่เห็นความสำคัญของ “พลังพลเมือง” และ “พลังการมีส่วนร่วม” เราก็จะไม่นิ่งดูดาย เข้ามา “เป็นธุระ” ร่วมคิด ร่วมทำ อย่างกระตือรือร้น

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในกรอบความคิดหลังสุดครับ

ผมเชื่อมั่นใน “พลังพลเมือง” และ”พลังของความร่วมมือ”

หากเราสามารถหลอมรวมพลังของคนภูเก็ตให้เข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของ และเป็นเจ้าภาพร่วมกันได้ ผมเชื่อมั่นว่าคนภูเก็ตจะสามรถกำหนด “อนาคตภูเก็ต” ที่ดีกว่า ที่ดีกว่าวันนี้ได้

ในจังหวัดภูเก็ต นอกจากจะมีพลังจากกลไกของรัฐ ทั้งส่วนภูมิภาค และหน่วยงานสังกัดส่วนกลางที่หลากหลายแล้ว ยังมีพลังจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล ๑๒ แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล ๖ แห่ง แล้ว ยังมีสถาบันการศึกษาทั้งในและนอกระบบ อีกเกือบ ๒๐๐ แห่ง( ในระบบ ๙๙ แห่ง นอกระบบ ๙๘ แห่ง) รวมทั้งยังมีพลังจากเครือข่ายภาคประชาชน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนอีกมากมาย ที่พร้อมจะเข้ามาร่วมกันกำหนด “อนาคตภูเก็ต” ที่ดีกว่า (ปี ๒๕๕๖ ภูเก็ตมีประชากร ๓๖๐,๙๐๕ คน เป็นเพศชาย ๑๗๐,๗๖๖ คน เพศหญิง ๑๙๐,๑๓๙ คน มี ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอกระทู้ และอำเภอถลาง)

การต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ จะมีพลังน้อย ทำเรื่องยากๆไม่สำเร็จหรือสำเร็จได้ยากมาก แต่ “การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ” จะทำให้เราเรื่องที่ยากได้สำเร็จง่ายขึ้น เพราะการรวมตัวกันขององค์ประกอบที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่ ที่ไม่ไช่แค่๑บวก๑เป็น๒

ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ต่างก็เป็นธาตุ แยกกันอยู่โดดๆมีคุณสมบัติเป็นก๊าซ แต่เมื่อรวมตัวกันเป็น “น้ำ” (H2O)  ก็เกิดคุณสมบัติใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

การรวมตัวข้ามกลุ่ม ข้ามข่าย ข้ามองค์กร ข้ามสาขา เข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ จะเกิดคุณสมบัติใหม่ เกิดการคิดใหม่ เกิดการทำใหม่ ที่ใหญ่และดีกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ภายใต้พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เราได้ช่วยกันออกแบบเครื่องมือใหม่อย่างน้อย ๓ ชิ้น เพื่อ “สร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ” โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสุขภาวะ ลดทุกขภาวะ

เครื่องมือเหล่านี้ เราเรียกว่าเป็น “เครื่องมือพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” หรือ “นโยบายสาธารณะที่ดีต่อการสร้างสุขภาวะ”นั่นเอง

เครื่องมือ ๓ ชิ้น ที่ว่านี้ ได้แก่

หนึ่ง “ธรรมนูญสุขภาพ” เป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตหรือภาพฝันของชุมชน หรือเครื่องมือกำหนดกติการของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชนของเราเอง

สอง “สมัชชาสุขภาพ” เป็นเครื่องมือหรือกระบวนการที่เปิดให้คนทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วนเข้ามารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ โดยมีการพัฒนาและขับเคลื่อนงานต่างๆให้เป็นนโยบายสาธารณะของเราเอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่มีต่อการพัฒนา หรือสร้างเสริมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดำรงอยู่หรือก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สาม “การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ” หรือที่เรียกว่า เอช ไอ เอ.เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการคาดประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการทำนโยบาย แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อป้องกัน หรือรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและทีนท่วงที

หลักการสำคัญของการใช้เครื่องมือทางสังคมทั้ง ๓ ชิ้นนี้ คือ การทำงานบนฐานของข้อมูลและความรู้ ทำงานอย่างเป็นระบบ และเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ตัวอย่างเช่น การจัดเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดภูเก็ตในวันนี้ ที่มีการทำงานล่วงหน้ามาอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์มาเป็นอย่างดี มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ จนได้ร่างเอกสารและแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะใน ๒ เรื่อง ภายใต้ประเด็นหลักคือ  “สานพลัง สร้างสุขภาวะ อาหารปลอดภัย” พร้อมที่จะนำมาหาเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อแสวงหา “ความเห็นร่วม” หรือ “ฉันทมติ” จากสมาชิกสมัชชาสุขภาพในวันนี้

นอกจากนี้ ผมทราบว่าเทศบาลนครภูเก็ต ได้มีการนำเกระบวนการสมัชชาสุขภาพไปใช้ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อการแก้ไขปัญหาโรคอ้วน น้ำหนักเกินของเด็กและเยาวชนจนได้ผลในระดับหนึ่งมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ

จากตัวอย่างดังกล่าว ผมคิดว่าเราสามารถนำกระบวนการตามเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ทำงานเรื่องอื่นๆที่ใหญ่และยากขึ้นไปได้อีก เช่น การร่วมกันกำหนดอนาคตของภูเก็ต หรือการพัฒนานโยบายสำคัญๆอื่นในจังหวัดของเรา อันจะเป็นการเสริมการทำงานของภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่ต้องทำอยู่แล้ว ได้เป็นอย่างดีด้วย

ในอดีต เราอาจไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือทางสังคมเหล่านี้ เพราะสมัยก่อนเราอยู่ในระบบที่รัฐคิดและทำแทนให้ทุกเรื่อง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าเป็น “การอภิบาลโดยรัฐ” (governance by government) ซึ่งต่อมาก็มีการพัฒนา “การอภิบาลโดยตลาด”(governance by market)เข้ามาเสริมการทำงานของรัฐ และปัจจุบันมีการพัฒนา “การอภิบาลโดยเครือข่าย”(governance by network)เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งงานที่พวกเรากำลังร่วมกันทำอยู่นี้ เป็นการอภิบาลแบบเครือข่ายครับ

ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ที่เราทุกคนแสวงหากันอยู่นั่นเอง

ผมดีใจที่เห็นพี่น้องชาวภูเก็ตมีความกระตือรือร้น เข้ามาร่วมกันใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพ เป็นเครื่องมือทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่ามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเล็ก หรือประเด็นใหญ่ ซึ่งจะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะทำงานยากๆร่วมกันได้มากขึ้นและเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ

ซึ่งอาจกล่าวได้อีกมุมหนึ่งว่า พวกเรากำลังพัฒนาประชาธิปไตยภาคปฏิบัติ ด้วยการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำกันจริงๆ  ทำไป เรียนรู้ไป พัฒนาไป ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นความงดงามที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งครับ

ผมคิดว่าเราพากันมา “ถูกทาง” แล้วครับ

ในท้ายที่สุดปาฐกถาของผมในวันนี้ ผมขอฝากวาทะกรรมที่มีคนบอกว่ามาจากอัฟริกา เขาบอกไว้ว่า

“ If you want to go fast, you go alone. If you want to go far, we go together”

“ถ้าคุณอยากไปเร็ว คุณไปคนเดียว ถ้าคุณอยากไปได้ไกล เราไปด้วยกัน”

ผมเห็นว่า งานอย่างที่พวกเรากำลังร่วมกันทำอยู่นี้ เรากำลังเดินไปด้วยกัน ซึ่งเราจะเดินไปได้ไกลแน่นอนครับ

ขอบคุณและสวัสดีครับ.

Check Also

เครือข่ายกลุ่มเฝ้าระวังผิวน้ำดิน 3 อำเภอ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ดึงทุกภาคส่วนฟื้นฟูแหล่งน้ำผิวดิน ทั้ง”ภาคครัวเรือนเกษตรและอุตสาหกรรม”

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม บนพื้นฐานทางปัญญา” คณะกรรมการสมัชชาสุขภาพ จังหวัดระยอง” วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561 ผู้เข้าร่วม จากภาคส่วนต่างๆ ชุมชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook