BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

คิดอย่างไร ให้เป็นระบบ อ่านอาหารสมอง ปรุงรสโดย…“ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ”

แวะฟังศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ให้เกียรติมาเปิดชั่วโมงบรรยาย “การคิดเป็นระบบ เพื่อการจัดงาน” (Systems Thinking) เริ่มชั่วโมง อาจารย์เกริ่นกระตุ้นให้พวกเราทุกคนรู้สึกว่า ไม่ได้แล้ว เราต้องคิดอย่างเป็นระบบแล้วสินะ..

มันน่าเจ็บใจที่ต่างประเทศว่าเราว่า คนไทยมันคิดไม่เป็น ความจริงเราคิดเป็นนะ คิดเยอะด้วย แต่อาจจะยังคิดไม่เป็นระบบ ประโยคนี้ดูเหมือนจะเรียกความตั้งใจของผู้ร่วมฟังบรรยายได้อย่างอยู่หมัด หลายคนที่ว่าดูๆ ก็ตั้งใจฟังกันอยู่แล้ว ยิ่งกระวีกระวาดหยิบกระดาษปากกาขึ้นจด และจากบรรทัดถัดไปนี้ เป็นเนื้อหาที่จับความได้ จึงอยากเอามาแบ่งปัน

มองระบบแบบธรรมชาติ 3 อย่าง

ระบบแบบครอบครัว

ในรูปแบบชีววิทยา เรามีการจัดการระบบ 3 อย่าง คือระบบแบบครอบครัว การจัดการนี้เป็นการจัดการแบบช่วงวัย เด็กแต่ละคนแต่ละช่วงวัยก็มีพฤติกรรมกับพ่อแม่ต่างกัน ช่วงเด็กก็อาจจะติดพ่อแม่ แต่ต่อมาก็อาจจะติดเพื่อน ติดคนรัก พอมามีคนรัก เราก็จะมีระดับความรักกับแฟน รักมาก จนแต่งงาน ผ่านสุขทุกข์มาด้วยกัน ความรักก็มีเพิ่ม หรือลดลง

ระบบสังคม เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งสังคมที่อยู่รวมกัน ซึ่งมีคนที่มาฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างหลากหลาย มีชนชั้น มีทัศนคติที่ต่างกัน เวลาจะสื่อสารกันก็ต้องพยายามสื่อสารให้คนที่แตกต่างจากเราเข้าใจได้โดยอิงตัวอย่างที่เขาเคยมีประสบการณ์มาก่อน

ระบบนิเวศน์ ระบบที่ใหญ่ที่สุดคือระบบนิเวศน์ หมายถึงระบบสังคมที่อยู่รวมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เป็นระบบใหญ่สุดในโลกที่มนุษย์พึ่งพากันอย่างไม่มีพวกเขาพวกเรา แต่ก่อนมีหมู่บ้าน แล้วก็มีตำบล มีอำเภอ มีจังหวัด มีประเทศ แต่ต่อไปจะไม่มีแล้ว อย่างเช่น ปีหน้าเปิดประเทศเข้าสู่อาเซียน ระบบของเราก็จะใหญ่กว่าประเทศแล้ว

ทุกระบบถักทอกันบนความแตกต่าง ระบบทั้งหมดนี้ เป็นการพึ่งพาถักทอกันทั้งโลก ซึ่งมีความแตกต่างที่ถักทอกัน 4 ประเด็นคือ

  • หนึ่งความแตกต่างด้านการเมือง ให้นึกถึงว่าเวลาขับรถออกจากบ้านแล้วดูก่อนว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร อันนั้นเป็นการเมือง ถ้าในมุมการค้าขายก็มองว่าตอนนี้กฎหมายเป็นอย่างไร ทำอะไรจึงจะสนับสนุนไปได้ สิ่งนี้คือการเมือง หรือเรียกว่ากติกาสังคม
  • ประเด็นที่สองคือความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ ถ้าเปรียบกับรถ ระหว่างนั่งรถไปผ่านตลาดสดแล้วไปดูว่ามีความอุดมสมบูรณ์แค่ไหน
  • ประเด็นที่สามคือความแตกต่างด้านสังคม มีสองแบบคือการคุ้มครองผู้บริโภค กับการแข่งขัน การแข่งขันให้นึกว่าเป็นกีฬา แต่การคุ้มครองนั้นทำเพื่อทำงานได้ดีมากกว่าเดิมไม่ใช่การเป็นศัตรู ขัดแข้งขากัน
  • สุดท้ายประเด็นความแตกต่างด้านเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น เทคโนโลยีที่ช่วยมนุษยชาติ เช่น เครื่องมือที่ทำให้เราสามารถให้หมอประเมินอาการเจ็บป่วยได้ โดยที่คนไข้ยังไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล

 วินัย 5 ขั้น สู่การการคิดเป็นระบบ

          ก่อนที่เราจะสามารถคิดเป็นระบบได้นั้น อาจารย์บอกว่า เราจำเป็นต้องมีวินัย 5 ขั้น เรียงตามลำดับได้ดังนี้

1.Personal Mastery หมายถึง วินัยของคนทำงานต้องเก่งหรือมีดีอย่างน้อยหนึ่งอย่าง อย่างเช่นคนที่มีความเก่งอยู่ในตัว อย่างครู

2.Mental Model หมายถึง วินัยปรับแก้ภาพฝังใจเพื่อทำงานนอกความเคยชินได้ดี คือคนบางคนมีภาพที่เห็นอยู่ในหัว อย่างเช่น คนที่ถามว่า นึกภาพออกไหม

3.Team learning คือ วินัยในการทำงานเป็นทีมได้และทำงานเดี่ยวก็เก่ง คือคนที่สามารถทำงานลุยเดี่ยวได้ และเป็นทีมก็ได้

4.Shared Vision คือ วินัยในการมีอุดมการณ์เดียวกัน และเชื่อในวัตถุประสงค์องค์การ การทำอะไรที่แตกต่างหลากหลาย มันต้องมีความเชื่อในแบบเดียวกัน มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอุดมการณ์ความเชื่อ และต้องแชร์กับคนอื่นได้ ต้องเขียนมาเป็นภาพถึงจะเป็นการทำงานที่ออกมาได้ดี

5.Systems Thinking คือ วินัยในการใช้เครื่องผูกใจองค์ประกอบทั้ง 4 ข้างต้นให้ทำงานได้สอดคล้องกัน

 

การคิดเป็นระบบมีอยู่ 3 รูปแบบ

แบบแรก: คิดแบบเส้นตรง

ระบบคิดอย่างแรกคือ คิดแบบเป็นเส้นตรง มีปัจจัยนำเข้า (Input) ระหว่างทางเรียกกระบวนการ (Process) และมีปัจจัยนำออก หรือผลลัพธ์ (Output) กระบวนการก็คือกิจกรรม ซึ่งโดยธรรมชาติเรามี 3 ขั้นตอนแบบนี้ เป็นระบบที่เห็นเยอะ ยกตัวอย่างเช่น โรงงานการผลิตต่างๆ หรืออย่างการเรียนในสถาบันก็เช่นกัน คือ เข้าเรียน ผ่านการเรียนรู้ตามหลักสูตร แล้วก็ได้ใบปริญญามา ใบนี้เป็นใบการันตีให้ไปทำงานต่อ ก็เป็นอันว่าจบสามขั้นตามเส้นคิดในแบบแรกแล้ว คือนำเข้า ผ่านกระบวนการ และนำออก แต่วิธีการแบบนี้ทำให้ไม่เห็นว่าในหัวสมองนั้นมีอะไรบ้าง เวลาเจอคนถามว่า การผ่านกระบวนการแบบนี้คุ้มหรือไม่ ที่จบการศึกษาไป ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมได้บ้าง ก็จะตอบไม่ถูก ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ผลลัพธ์” (Output) เป็นประโยชน์ที่ได้จากผลลัพธ์ (Outcome) เพราะเมื่อคำนึงถึงคุณภาพของคนๆ หนึ่งแล้ว อาจจะอยู่ตรงที่ คนธรรมดาก็จะคิดเอาประโยชน์เข้าตัว แต่คนที่ไม่ธรรมดา จะเป็นผู้เอาประโยชน์ออกจากตัว แล้วมีความสุขเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข

อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ หากเราทำอะไรที่ทำให้เสร็จนั้น นับเป็น Output
หากเราทำอะไรที่ทำจนสำเร็จนั้น เรียกว่า
Outcome
แต่ถ้าเราทำอะไรแล้วเป็นการขยายผลให้พื้นที่อื่นๆ ด้วย เขาเรียก
Impact
และพวกเราที่นี่กำลังทำสิ่งนี้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม!!!

 

และวิธีการต่อยอด Output ให้บรรเจิดจนกระทั่งเกิด Outcome และ Impact นั้นเราต้องเพิ่มกระบวนการคิดก่อนทำเข้าไปด้วย และต้องประเมินสิ่งที่เราทำให้ได้ วิธีการนั่นก็คือ การวางแผน (Plan) และการลงมือทำ (Action) และการประเมิน เครื่องมือสำหรับทำนั้นมีสองแบบคือ การถอดบทเรียน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถอดบทเรียนจะได้เรียนรู้คนเดียว แต่การแลกเปลี่ยนจะทำให้เกิดเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน

 

ในวิธีแบบนี้ ถ้าเราเป็นคน คิดเก่ง วางแผนเก่ง ต้องเริ่มลงมือทำบ้าง ถ้าเราเป็นคน ทำเก่ง ต้องวางแผนบ้าง และถ้าเราเก่งทั้งสองอย่าง ต้องหยุดเพื่อประเมินบ้าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

 

แบบที่สอง: ระบบปลายเปิด (Generative)

ระบบคิดแบบที่ 2 คิดแบบเป็นระบบปลายเปิด (Generative) หรือระบบต้นไม้ คือการคิดบรรเจิดสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เช่น การคิดแบบ Mine Map ที่เอาให้เห็นแนวทางทุกแนวที่จะเกิดขึ้น ถ้าเกิดแบบ ก.จะเป็นอย่างไร แบบ ข.จะเป็นอย่างไร แบบ ค. จะเป็นอย่างไร

การคิดแบบนี้ต้องมีการ บอกให้คนอื่นรู้ด้วย เพื่อให้คนอื่นเข้าใจ และตามทัน คนอื่นเห็นไอเดียเราได้ นอกจากนี้การ แชร์ไอเดีย ของเราออกไป จะทำให้คนอื่นเอาไปทำต่อได้ เป็นการเอาที่อยู่ในใจออกมา เพื่อให้คนอื่นทำซ้ำได้ (คนไทยไม่ค่อยชอบทำแบบนี้ เพราะเหมือนเป็นการผูกมัด แต่ข้อดีก็คือคนอื่นที่ทำงานด้วยจะได้เท่าทัน แล้วเกิดการทำต่อยอด ทำซ้ำได้)

 

แบบที่สาม: ระบบปลายปิด

ระบบคิดแบบที่ 3 เป็นระบบปลายปิด มีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นคือ หนึ่งการวางแผนเป็น สองการดำเนินการตามแผนเป็น เพราะถ้าลุยแล้วไม่ได้ลุยตามแผนขึ้นมา การลุยนั้นอาจจะเหนื่อยเปล่า และสามการประเมินผล ที่แต่เดิมนั้นเป็น การตรวจสอบ แต่ปัจจุบันเราเรียกว่าเป็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

สรุปได้ว่าทั้งสามระบบคิดนี้ ระบบเส้นตรง นับเป็นเป็นระบบล่างสุด ส่วนระบบปลายเปิด จะมีพื้นที่อีก 10% ที่ต้องทำไปเรียนรู้ไป และระบบปลายปิดนั้น นับเป็นการจัดการที่เป็นระบบ มีการพัฒนาเป็นวงจร หมุนวนไป ทุกรอบที่กลับไปทำ ก็จะกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถือเป็นวงจรคุณภาพ ซึ่งการทำงานทุกอย่างนั้น ควรให้ความสำคัญกับระบบ เพราะประโยชน์ของระบบ คือมีไว้เพื่อลดความสูญเสีย หรือลดค่าโง่

 

ทั้งนี้การจัดการระบบนั้น จะมีตั้งแต่ระบบเล็กระดับบุคคล (Individual) ระดับของทีมงาน (Department) และระดับขององค์กร (Organization) ระบบเหล่านี้ไม่เท่ากัน ผู้ที่จะคิดเป็นระบบได้ ต้องเห็นภาพรวม (Holistic) และเข้าใจเสียก่อน อย่างแรกคือจัดการกับตัวเองได้หรือไม่ สองคือถ้าเป็นหัวหน้า คุณจัดการกับทีมที่รับผิดชอบได้หรือไม่ และสามถ้าเป็นหลายทีม คุณจัดการกับหลายทีมนั้น หรือในระดับองค์กร ดูภาพรวมเป็นองคาพยพได้หรือไม่

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook