BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

นักสานพลังนโยบายสาธารณะฯ 4 ภาค ระดมความคิด วางแนวทางสร้างเครือข่ายนักสานพลังฯ รุ่นใหม่ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 23 – 24 เมษายน 2557 ที่โรงแรมริชมอนด์ สำนักงานคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการฟประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพนักสานพลังนโยบายสาธารณะฯ และการพัฒนาวิชชาการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม (PHPP) ระดับภูมิภาค” โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมจาก 4 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ 5 คน ได้แก่จังหวัด เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ภาคอีสาน 8 คน ได้แก่จังหวัด อุดรธานี ร้อยเอ็ด เลย สุรินทร์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ภาคใต้ 5 คน ได้แก่จังหวัด ชุมพร สตูล และปัตตานี และภาคกลาง 9 คน ได้แก่จังหวัดระยอง สระบุรี สระแก้ว สุพรรณบุรี ลพบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวมทั้งสิ้น 27 คน ร่วมระดมสมอง แลกเปลี่ยนแนวความคิดในด้านการพัฒนาศักยภาพนักสานพลังนโยบายสาธารณะฯ (นนส.) และพัฒนาวิชชาการนโยบายสาธารณะฯ

ภายในเวทีประชุม เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานจากแต่ภูมิภาคจับกลุ่มระดมสมองถึงรูปแบบแนวทางการพัฒนานักสานพลังสร้างสุขภาวะในพื้นที่ของตนเอง โดยในพื้นที่ภาคเหนือ “นฤเทพ พรหมเทพ” นักสานพลัง (นนส.) กล่าวแนวคิด ไว้ว่า คือ ต้องสร้างนักสานพลังฯ เพื่อขยาย หนุนเสริม จัดตั้ง และขับเคลื่อนการเคลื่อน PHPP โดยมีแผนการจัดโปรแกรมเป็น 4 ส่วน คือ สร้างความเข้าใจในกระบวนการ HPP ส่วนที่สอง คือ ต้องมองพื้นที่ให้เห็นเป็นรูปธรรม ส่วนที่ 3 ลงมือกระทำ คือการลองทำให้เกิด และส่วนที่ 4 เปิดหูเปิดตา คือการจัดให้มีกลไกการขับเคลื่อนจากเครือข่ายล้านนา และ UPER SIAM โดยการคัดเลือกตัวแทนจังหวัดจาก 3 ภาคส่วน จังหวัดละ 5 คน ทั้งหมด 8 จังหวัด จะได้นักสร้างพลังฯ รุ่นละ 40 คน

ในขณะที่ “สุทธิธรรม เลขาวิวัฒน์” คณะกรรมนักสานพลังฯ ตัวแทนภาคกลาง กล่าวถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ โครงสร้างการพัฒนานักสานพลังฯ ตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับชาติ ต้องสนับสนุนการทำงานตามเครื่องมือที่มีอยู่ใน พรบ. และติดตามประเมินผลเพื่อการพัฒนาให้ยั่งยืนต่อไป โดยจำเป็นต้องกำหนดให้มีลักษณะโครงสร้าง กรอบการสร้างนักสานพลังฯ

“จะต้องเกิด 5 คนหลักเป็นแกนประสานงาน มีการเรียนรู้เรื่อง KM ของ นนส. ที่เป็นทุนของแต่ละคน เรียนรู้เรื่องเครื่องมือของ สช. ต้องมีหลักสูตรการอบรมเพิ่มเติม เทคนิคการจัดอบรม การเป็นวิทยากรกระบวนการ การจัดการองค์ความรู้ การทำงานวิจัยกับชุมชน และทุกครั้งที่จะมีการอบรม สิ่งที่นักสานพลังฯ รุ่นก่อนทำอะไรบ้าง ต้องนำองค์ความรู้เก่าที่มีมาทบทวนให้นักสานพลังฯ รุ่นใหม่ นอกจากนี้ต้องมีการสื่อสารถึงกันเป็นเครือข่ายนักสานพลังฯ ให้เกิดขึ้นด้วย”

“สุทธิธรรม เลขาวิวัฒน์” คิดว่านักสานพลังฯ ต้องมีจำนวนมาก ตั้งเป้าระดับประเทศไว้ที่ 5,000 คน ใน 26 จังหวัดของภาคกลาง ดังนั้นการสร้างเครือข่ายนักสานพลังฯ เขามองว่าต้องประกอบไปด้วย การสร้างคนที่มีในเครือข่ายในลักษณะบนลงล่าง และลักษณะล่างขึ้นบนไปด้วยกันทั้งสองทาง และสร้างเครือข่ายระดับตำบลขึ้นมาให้ได้ แล้วใช้ธรรมนูญสุขภาพเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานระดับตำบลในนามของนักสานพลังฯ

“เราแบ่งเป็นกลุ่มๆ มีกลไกระดับภาค การขับเคลื่อนในระดับจังหวัด หลักใหญ่ของเราคือ การเรียนรู้จากการลงมือทำ โดยมีการสอนจากประสบการณ์ของนักสานพลังฯ รุ่นพี่”

ส่วน “นิรพงษ์ สุขเมือง” นักสานพลังฯ จากภาคใต้ กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพนักสานพลัง ต้องกำหนดคนที่จะเข้ามาเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีประสบการณ์ในการขับเคลื่อนงานสมัชชาสุขภาพในพื้นที่อย่างน้อย 3 ปี เพราะเรียนรู้แล้วว่าหลายคนไม่รู้จักกระบวนการนโยบายสาธารณะ นอกจากนี้พื้นที่ต้องมีกิจกรรมในการขับเคลื่อนอยู่แล้ว ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนร่วมกัน จะประกอบไปด้วยภาครัฐ ประชาชน ท้องถิ่น ภาคการเมือง เพื่อให้มีคู่คิด พร้อมกับต้องคำนึงถึงสัดส่ววนคนที่เหมาะสม เป้าหมายวางไว้รุ่นละ 30 คน จัดอบรม 4 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน โดยมีกลไกจากนักสานพลังฯ รุ่นก่อนมาเป็นผู้ประสานและเป็นคนขับเคลื่อน และมีตัวแทนของกลุ่มสมัชชาของแต่ละจังหวัด เป็นที่ปรึกษาเข้ามาช่วยในเรื่ิองการเป็นคณะทำงานพัฒนาหลักสูตร 3 ส่วน

“หลักสูตรจะนำมาจาก สช. ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเอาจากบริบทของพื้นที่ โดยเชิญสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ (สจรส.) มาช่วยทำหลักสูตร พร้อมกับใช้จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วย แล้วนำมารวมกันเพื่อพัฒนาเป็นหลักสูตร หลักๆ น่าจะเป็นความรู้ด้านจิต ปัญญา สังคม รวมทั้งอาจจะขอสนับสุนนวิทยากรการอบรมจาก สช. (สำนักงานคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ) ส่วนหนึ่งด้วย โดยจะมีการประเมินผลด้วย ทั้งจากประเมินภายใน โดยคณะกรรมการสุขภาพภาคใต้และการประเมินภายนอกซึ่งอาจจะมาจาก สช.”

นอกจากนี้ “นิรพงษ์ สุขเมือง” ยังคิดเพิ่มเติมว่า จะค้นหาวิธีการทำให้เกิดการจัดตั้งกลไกกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สนับสุนนการเรียนรู้ข้ามภาค ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ในบริบทที่แตกต่างกันไป เพื่อมุ่งจะพัฒนาเครือข่ายนักสานพลังฯ ให้เชื่อมร้อยกันอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด อาจจะมีการรวมตัวนักสานพลังฯ อย่างชัดเจน โดยใช้การถอดบทเรียนการทำงานเป็นเครือข่ายของนักสานพลังฯ รุ่นก่อน เพื่อถ่ายทอดให้นักสานพลังฯ รุ่นต่อไป

“พีธากร” จากภาคอีสาน แสดงความคิดเห็นไว้ว่า เกิดทีมงานหลักเพื่อพัฒนาโปรแกรม พัฒนานักสานพลัง ต้องให้เกิดทีมขับเคลื่อนขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพแกนนำและเพื่อให้เกิดการสร้างคน และให้คนไปสร้างงาน โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน สำหรับจังหวัดที่ยังไม่มีนักสานพลังฯ ในปีนี้จะจัดให้มี 2 คนต่อจังหวัด

“ส่วนแรกเราต้องทำเรื่องการทำนโยบายสาธารณะ ภาพรวมสถานการณ์อีสาน และการใช้เครื่องมือ ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมต้องมีเป้าหมายของตนเอง ส่วนต่อมาต้องชวนนักสานพลังฯ รุ่นใหม่ไปดูงานจากกรณีศึกษาจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ส่วนสุดท้ายคือต้องมีการถอดบทเรียนจากสิ่งที่ตนเองเห็น หรือตั้งโจทย์ไว้ให้ช่วยกันคิดร่วมกัน โดยมีการติดตามประเมินผลให้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทุกกิจกรรม”

จากนั้น “นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนปฎิบัติการพื้นที่ (สปพ.) ได้กล่าวสรุปการพูดคุยของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ไปว่า ได้กลับมาเป็นแนวคิดที่ชัดเจน หลากหลายม ได้กลไกทั้งกลไกภาค กลไกพื้นที่ ได้แผนการดำเนินงาน ดังนั้นในส่วนที่เป็นส่วนกลางที่ยังต้องถกเถียงกันนั้นขอวางกรอบหลักการก่อน ซึ่งตอนนี้แต่ละภาคยังลึกกว้างไม่เท่ากัน ขอวางหลักเบื้องต้นไว้ว่าให้ใช้สิ่งที่มีต้นทุนอยู่ในมือระหว่างการขับเคลื่อนในประเด็นนั้นๆ จะสามารถทำให้ดึงคนเข้าร่วมที่เกี่ยวข้องได้
ส่วนเรื่องการจัดกระบวนการความรู้และพัฒนา คนที่จะมาจัดการเรื่องดังกล่าว ควรถามต่อไปว่านักสานพลังฯ อยากเก่งในเรื่องไหน เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ควรจัดกระบวนการสัก 3 ครั้งกำลังดี ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การทำงานชัดดเจนขึ้น ด้านกลไกการขับเคลื่อน เขาเห็นด้วยกับการเชิญคนทุกจังหวัดมาร่วมจนครบถ้วนได้หมด แต่ควรหาคนกลางมาออกแบบเครื่องมือที่จะใช้ได้สำหรับทุกวง

“เรื่องการประเมิน เมื่อทำแล้วควรมีการติดตาม ภาคใต้ชัดเจนเรื่องนี้มาก จะช่วยทำให้เขาได้แลกเปลี่ยน และมีโอกาสเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่น ประเด็นสุดท้ายเรื่องการสนับสนุนมีสองส่วน ส่วนแรกเราได้หนุนผ่านโครงการสมัชชาสุขภาพจังหวัด และได้ใส่ในส่วนของการพัฒนาศักยภาพลงไปด้วย นอกจากนี้คนของกลไกจังหวัดที่เข้ามาร่วมได้การสนับสนุน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องเอาไปรายงานในพื้นที่ ส่วนที่สองหากส่วนใดในพื้นที่ขาด ก็จะมีเติมการสนับสนุนให้ด้วย ส่วนนี้จะทำให้ไปถึงเป้าหมายของเราได้เร็วขึ้น ทั้งนี้สนใจว่าสุดท้ายแล้วเราจะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้คนเข้ามาใหม่รู้สึกว่าเรามีจิตวิญญาณร่วม มีเป้าหมายร่วม คอมมิตเม้นท์ร่วม เราอยู่ในวัฒนธรรมเอกสาร ก็ํอยากให้เอาแนวคิดเหล่านี้ไปปรับ แล้วเขียนไว้ในเอกสารเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นคุณค่าเวลากลับไปอ่านแนวคิดย้อนหลัง”

 

 

 

Check Also

โครงการพัฒนาศักยภาพ “นักสานพลัง ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมและการพัฒนาสังคมสุขภาวะ”

โครงการพัฒนาศักยภาพ “นักสานพลัง ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมและการพัฒนาสังคมสุขภาวะ” (นนส.) มีเนื้อหาสาระหลัก มุ่งเน้นไปที่กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม (Participatory Healthy Public Policy Process : PHPPP) ผ่านเครื่องมือสำคัญตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook