BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

เครือข่ายสมัชชาภาคกลางเดินหน้าระดมแนวทางจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัด พร้อมผนึกกำลัง เชื่อมคน กลไก เครือข่ายทั่วภูมิภาค (มีไฟล์ดาวน์โหลด)

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ที่โรงแรมไมด้า ซิตี้ รีสอร์ท กรุงเทพฯ สำนักสนับสนุนการปฏิบัติการพื้นที่ สช. จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ด้วยกระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัด (PHA ; Provincial Assembly) โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของแต่ละจังหวัดภาคกลาง นำไปสู่การเชื่อมโยงให้เกิดการเสริมพลังระหว่าง คน งาน และพื้นที่ นอกจากนี้เพื่อพัฒนาทักษะ และศักยภาพกลไกการดำเนินงานสมัชชาภายในจังหวัดทั้ง 3 ส่วนคือเลขานุการกิจ คจสจ. และฝ่ายบริหาร สุดท้ายเพื่อร่วมกันสร้างแนวคิด และวางยุทธศาสตร์ในการต่อยอดการทำงานแต่ละจังหวัด โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวม 26 จังหวัดภาคกลางกว่า 80 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนจากจังหวัดลพบุรี ปราจีนบุรี ปทุมธานี ตราด สระบุรี นนทบุรี จันทบุรี ราชบุรี ชลบุรี สระแก้ว ระยอง อยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา นครปฐม สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ เพชรบุรี อ่างทอง กาญจนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี และประจวบคีรีขันธ์

เริ่มต้นการประขุมมีการบอกเล่าความเป็นมา และพัฒนาการของกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพฯ ที่มีระยะเวลามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ชวนคิด ชวนคุยทิศทางการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม และทุนการทำงานในพื้นที่ภาคกลาง โดย นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จากนั้นมีการชวนคิดชวนคุยการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม และทุนการทำงานในพื้นที่ภาคกลาง โดยนายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนปฏิบัติการพื้นที่ (สปพ.) สช.

ช่วงบ่ายมีการแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ทิศทางการขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพจังหวัด และค้นหาประเด็นของพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะระดับจังหวัด” ภายใต้โจทย์ 3 ประเด็นคือแนวทางการพัฒนาและยกระดับ : คน กลไก เครือข่ายสมัชชาสุขภาพฯ จังหวัดควรเป็นอย่างไร ประเด็นที่สองคือจะพัฒนาประเด็นนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ แบบมีส่วนร่วมที่สำคัญของจังหวัดได้อย่างไร และประเด็นสุดท้ายคือบทบาทร่วมของภาคีเครือข่ายที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายควรเป็นอย่างไร แลัควรมีบทบาทอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อหาคำตอบทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวนั้น ได้มีการออกแบบกระบวนการชวนคิดชวนคุยโดยการแบ่งเป็น 5 กลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มมีเจ้าภาพประจำกลุ่มซึ่งมาจากจังหวัดที่ผ่านการทำกระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัดแล้วมาเป็นผู้นำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจากนั้นจะเข้าสู่การนำเสนอข้อมูลแต่ละกลุ่มในกลุ่มใหญ่

เริ่มต้นนำเสนอโดย ดร.วิสุทธิ์ สสจ.สระบุรี ตัวแทนกลุ่มจังหวัดสระบุรี นนทบุรี จันทบุรี ราชบุรี และชลบุรี กล่าวถึงกระบวนการสมัชชาจังหวัดสระบุรีเป็นหลัก เนื่องจากในจังหวัดอื่นๆ กระบวนการสมัชชายังอยู่ในขั้นตอนของการจัดตั้งหน่วยเลขานุการกิจ  โดยกล่าวว่า จังหวัดสระบุรีเริ่มต้นกระบวนการสมัชชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ส.ค.55 โดยทาง สช.ได้ลงไปต่อยอดงานสระบุรี จากนั้นได้มีการจัดตั้งหน่วยเลขานุการกิจ โดยยึดหลัก 3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ประกอบไปด้วยตัวแทนจากจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ จากนั้นได้เฟ้นหาครือข่ายที่เกี่ยวข้องรวม 25 คน และได้ลงนามแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการจัดสมัชชาจังหวัด โดย สสจ.สระบุรี ก่อนจะเริ่มมีการกำหนดประเด็นปัญหา กระทั่งได้ข้อสรุปเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ประเด็นสิ่งแวดล้อม (จัดการขยะ) ประเด็นการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และประเด็นลำน้ำป่าสัก จากประเด็นเหล่านี้ ได้กลายมาเป็นการจัดทำโครงการเสนอมาที่ สช. จัดเวทีย่อยเพื่อร่างข้อเสนอให้ชัดเจนโดยคณะกรรมการจัดสมัชชา

ทั้งนี้ในการจัดการยกร่างข้อเสนอนั้น คณะกรรมการจัดสมัชชาจังหวัด ได้แบ่งกันเข้าเป็นคณะอนุกรรมการในแต่ละประเด็นปัญหา และได้ไปเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็นเพื่อเข้ามาเป็นอนุกรรมการเพิ่มเติม จนกระทั่งได้คณะอนุกรรมการครบทุกประเด็นปัญหา จากนั้นคณะอนุกรรมการแต่ละประเด็นได้จัดประชุมกันอีกหลายครั้งกว่าจะพัฒนาประเด็นปัญหา ให้เกิดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะฯ เพื่อนำเสนอในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยตลอดเวลาได้มีการประชุมหน่วยเลขานุการกิจโดยใช้ สนง.สสจ.เป็นที่ประชุมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปัญหาอุปสรรคระหว่างการดำเนินงานนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะช่วงเริ่มต้นการกำหนดประเด็นปัญหาค่อนข้างกว้าง ทำให้การจัดทำข้อเสนอไม่ชัดเจน เข่น ประเด็นเสริมสร้างคุณธรรม เป็นประเด็นที่กว้างไป ท้ายที่สุดมีวิธีการแก้ปัญหา โดยกำหนดประเด็นให้แคบเข้ามากลายเป็นประเด็นตั้งครรภ์ไม่พร้อม ทั้งนี้ก้าวต่อไปของสระบุรีก็คือจะเอาร่างข้อเสนอจากคณะอนุกรรมการฯ ไปเข้าเวทีรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะเข้าสู่เวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดต่อไป นอกจากนี้จังหวัดสระบุรียังมีเป้าหมายในการจัดกระบวนการให้เกิดธรรมนูญสุขภาพ เน้นประเด็นสุขภาพพระสงฆ์อีกด้วย

ส่วนกลุ่มจังหวัดลพบุรี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และตราด มีคุณนิละชรา จากจังหวัดลพบุรีเป็นตัวแทนในการนำเสนอ โดยกล่าวตอบคำถามข้างต้น 3 ประเด็นที่ สช.ได้ถามตั้งต้นว่า ประเด็นแรกแนวทางการพัฒนาและยกระดับ : คน กลไก เครือข่ายสมัชชาสุขภาพฯ จังหวัดควรเป็นอย่างไรนั้น ต้องเริ่มจากแต่ละจังหวัดต้องหาคนทำงานให้เจอ คือหาตัวจริงเสียงจริงให้เจอ สำหรับในส่วนของกลไก โครงสร้างต้องชัดเจน คือถ้าแต่ละคนมีบทบาทอยู่ในทีม เห็นหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าทุกคนจะทำงานเต็มที่ โดยในนี้ต้องมี 5 ตัวจี๊ดอยู่ในเลขานุการกิจ และเป็นเครือข่ายในลักษณะ 3 เหลี่ยมเขื่ยอภูเขา ดังนั้นทุกจังหวัดจะต้องเปิดดูว่าพื้นที่ของเรามีต้นทุนทรัพยากรบุคคลเป็นใครบ้างให้ดึงเข้ามา นอกจากนี้ในเครือข่ายจำเป็นต้องมีคนรู้ คนทำ คนหนุน มีแกนนำที่เข้มแข็ง

ตอบคำถามข้อที่สองในเรื่องจะพัฒนาประเด็นนโยบายฯ ที่สำคัญของจังหวัดได้อย่างไรนั้น ภายในกลุ่มให้ความเห็นว่าการพัฒนาประเด็นต้องให้ความสำคัญกับวงประชุม ไม่ว่าจะเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญ นอกจากนี้งานวิชาการต้องมีทีมทำงาน ข้อมูลเชิงลึกต้องรู้จริง รู้รอบด้าน เพื่อให้รู้ว่าเราจะต้องร่างมติอะไรออกมา และต้องผลักดันการทำงานในรูปแบบหนังสือออกในนามจังหวัดให้ได้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเวลาประสานงานจะสะดวกขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการประชาสัมพันธ์ เราต้องบอกให้โลกรู้ว่าเราทำอะไรบ้าง อย่างเช่นจังหวัดลพบุรี เรามีทีมสื่อกว่า 30สำนักที่พร้อมจะประชาสัมพันธ์ว่าเราทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง

ข้อสามบทบาทร่วมของภาคีและก้าวต้่อไปนั้น ต้องจริงจัง จริงใจ มุ่งมั่น มีจิตอาสา จริตต้องตรงกับงานสมัชชา ต้องมีความเสียสละ มีความเป็นกัลยาณมิตร และต้องสร้างบรรยากาศการทำงาน คนทำงานต้องคิดเชิงบวก และทบทวนสิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคตของแต่ละจังหวัด เพราะแต่ละจังหวัดระยะการเดินงานยังไม่เท่ากัน ต้องกลับไปทบทวนกัน ส่วนจังหวัดไหนมีอะไรขาดเหลือ จังหวัดอื่นที่พร้อมก็ต้องช่วยกัน ไม่ทิ้งกัน

กลุ่มจังหวัดฉะเชิงเทรา นครปฐม สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ เพชรบุรี และอ่างทอง มีคุณบุญสืบ จากจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นตัวแทนกลุ่ม กล่าวว่า ในวงคุยครั้งนี้ทั้ง 6 จังหวัดที่อยู่ในวงสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนจังหวัดที่ขยับงานกระบวนการสมัชชาไปแล้ว กับอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในระยะปรับปรุงเพื่อเคลื่อนงาน

สำหรับกลุ่มระยะปรับปรุงเพื่อเคลื่อนงาน มีสถานการณ์จากจังหวัดอ่างทอง ที่นับเป็นจังหวัดที่มีต้นทุนเยอะมากทั้งคน พื้นที่ แนวทาง แต่ยังขาดคนเชื่อมกระบวนการ ทำให้กลไกการขยับยังยากอยู่ ทุนดี แนวทางมา เหลือแต่จะขยับอะไรให้ชัดขึ้น ส่วนกลุ่มกรุงเทพฯนั้น ปัญหาของกรุงเทพส่วนใหญ่เป็นเรื่องกลไก เป็นพื้นที่ที่มีประชากรเยอะมาก มีต้นทุนที่ดี ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย สปสช.เขต 13 หนุนงบประมาณ นอกจากนี้ยังมีคนทำงาน แต่พื้นที่ยังกระจัดกระจาย อาจจะต้องไปทำเรื่องการเชื่อมต่อ โดยจะมีการทำเรื่องแบ่งโซน และสภาองค์กรชุมชนที่จะเข้ามาขับเคลื่อน กรุงเทพฯ ยังต้องการคนช่วยเติมเต็ม และเครือข่ายภาคกลางพร้อมจะเข้าไปช่วย ประเด็นที่เคลื่อนได้ดีคือประเด็นภัยพิบัติ และประเด็นสุขภาพที่มีเครือข่ายแข็งแรงอยู่แล้ว อีกจังหวัดคือสุพรรณบุรี ที่เพิ่งเข้ามาเป็นเครือข่าย ซึ่งแต่เดิมได้มีกลไกสามภาคส่วนพร้อมอยู่แล้ว มีการทำ CHIA แล้วด้วย โดยเชื่อมั่นว่ากระบวนการจะสามารถขยับได้ด้วยภาคการเมือง นอกจากนี้ยังมีการประสานงานในส่วนของสำนักงานสาธารณสุข มีประเด็นเรื่องจักรยานที่น่าสนใจ และยังมีเรื่องอื่นๆ อีก

ส่วนกลุ่มที่มีการขับเคลื่อนแล้ว มีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีการเคลื่อนด้วยภาครัฐ ชุมชนคนแปดริ้ว ประเด็นของที่นี่เปิดพื้นที่ธรรมนูญสุขภาพ มี  CHIA เขาหินซ้อน และยังมีการขยายผลธรรมนูญ และยังเป็นเป็นโหนดหลักที่ทำเรื่องของการขยายผล หรือเป็นภาคียุทธศาตร์ที่จะหนุนเสริมภาคตะวันออกทั้งภาค โดยมีศูนย์เรียนรู้แล้ว 4 ศูนย์ ที่จะสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายให้ได้เรียนรู้ ด้านจังหวัดนครปฐมนั้น นับเป็นผู้เยี่ยมยุทธการประสาน โดยเฉพาะการจัดการน้ำ ซึ่งมีประสบการณ์ตรง โดยใช้ CHIA นอกจากนี้มีความมุ่งมั่นทำด้วยใจก่อนจะไปหาคนอื่นๆ มาทำร่วม นอกจากนี้มีประเด็นคูคลองน้ำใส และประเด็นเด็กที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
กลุ่มจังหวัดระยอง สระแก้ว อยุธยา นครนายก สมุทรสาคร กล่าวว่า ทั้งจังหวัดระยองและสระแก้ว มีการทำงานที่ใกล้เคียงกัน การขับเคลื่อนของระยองมีขึ้นและลงอยู่หลายครั้งไม่ค่อยยั่งยืน แม้การขยับภาคประชาสังคมค่อนข้างเด่น แต่ส่วนรัฐยังค่อยได้เข้าไปเคลื่อน สุดท้ายจึงมีการปรับคนทำงาน ตั้งเป็นเลขานุการกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงขึ้น พอปรับคณะทำงาน ที่มีทั้ง 3 ฝ่ายคือรัฐ วิชาการ และภาคประชาสังคม ก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และได้เริ่มคุยวางแผนงาน หน่วยเลขานุการกิจเป็นทีมยุทธศาสตร์ ที่มองไกลไปถึงการเสนอประเด็นในสมัชชาสุขภาพ และจัดขบวนไปถึงขั้นที่ว่าสามารถคุยกันระดับเครือข่ายได้ นอกจากนั้นมีการจัดทำฐานข้อมูลว่าในจังหวัดมีใครทำอะไร อยู่ที่ไหนบ้าง จากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัด และวางกระบวนการว่าจะทำอะไรต่อบ้าง ก่อนหน้านี้การขับเคลื่อนของระยองมักจะจบอยู่แค่นี้ เพราะเมื่อสาธารณะสุขจังหวัดเปลี่ยนคน เราก็ต้องกลับมาเริ่มต้นงานใหม่ แต่เมื่อมาถึงระยะหลังมานี้ ได้มีการเปลี่ยนวิธีการขับเคลื่อนโดยเครือข่ายเริ่มทำงานกับ สช.เอง โดยการทำธรรมนูญสุขภาพตำบล และเริ่มจับทางได้ว่างานสร้างนโยบายต้องเริ่มเคลื่อนจากฐานราก

ส่วนของจังหวัดสระแก้ว ไม่มีปัญหาเรื่องสาธารณสุขจังหวัดเปลี่ยนคน เพราะมี นพ.วิจิตต์ สีมา หัวแรงหลักในการขับเคลื่อนเป็นรอง สสจ.อยู่แล้ว จึงหนุนการทำงานได้เต็มที แต่ยังติดปัญหาว่างานยังไม่ค่อยได้ลงไปที่ฐานราก ทั้งนี้ภายในกลุ่มทั้ง 4 จังหวัดวันนี้ มีการระดมความเห็นกันว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรบ้าง และได้ภาพรวมว่า ทางกลุ่มมองเห็นว่าการพัฒนาจะไปข้างหน้าอย่างไรนั้น ต้องมีการมองไปข้างหน้า เพื่อนำเสนอนโยบายสาธารณะโดยพื้นที่ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้นโยบายที่มาจากฐานราก

สุดท้ายกลุ่มจากจังหวัดกาญจนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี ประจวบคีรีขันธ์ นำเสนอโดย คุณพันธ์ทิพย์ ขุนวิเศษ จากจังหวัดชัยนาท ได้เปรียบเทียบระหว่างจังหวัดกาญจนบุรีกับชัยนาทว่า ถ้าเปรียบเป็นทีมฟุตบอลกาญจนบุรีก็เหมือนทีมเยอรมัน ส่วนชัยนาทคือฟุตบอลแบบซาไก คือไปแบบมีแบบแผน กับไปแบบมวยวัด แต่ผลออกมาปลายทางเหมือนกันคือ ไปถึงประเด็นนโยบายฯ ที่มาจากทุกภาคส่วน การปรับปรุงการทำงานของทั้งสองจังหวัดเป็นแบบเดียวกันคือการใช้บทเรียนจากปีที่แล้วเป็นฐาน สำหรับงานปีหน้า และคิดเหมือนกันว่าเราจะใช้ธรรมนูญเป็นตัวตั้งในการทำงาน นอกจากนี้มีประเด็นหนึ่งที่ต้องการจาก สช.คือการพัฒนาศักยภาพหน่วยเลขานุการกิจ ประเด็นสุดท้ายของทั้งสองจังหวัดคือความโชคดีที่มีฐานประชาสังคมเข้มแข็งมากดังนั้นไม่ว่าภาครัฐใครจะไปใครจะมาจึงไม่มีปัญหา ที่สำคัญเรามี สช.คอยช่วย ดังนั้นพื้นที่แต่ละจังหวัด และ สช.จะขาดกันไม่ได้ ยังต้องอยู่ทำงานด้วยกันไปตลอด

ช่วงท้ายของเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการฯ นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพงษ์ ผอ.สำนักสนับสนุนปฏิบัติงานพื้นที่ สช. ได้กล่าวสรุปเวทีว่า ตนได้รับฟังแต่ละพื้นที่ด้วยความชื่นชม สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นกระบวนการพัฒนานโยบายฯ ก็จะได้โอกาสจากการรับฟัง เพื่อนำกระบวนการนโยบายสาธารณะได้ถูกนำไปใช้ในพื้นที่ นอกจากนี้ได้นำเสนอสิ่งที่จับความคิดได้จากการรับฟังทุกพื้นที่ว่าสามารถแบ่งได้เป็น 2 หลักคิด 3 วิธีทำ โดย 2 หลักคิดคือ ข้อหนึ่งนั้นเราไม่สามารถแก้ปัญหา หรือพัฒนาอะไรในพื้นที่ได้โดยลำพัง ดังนั้นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนในพื้นที่ได้ เพราะบางเรื่องต้องมีคนร่วมกันทำหลายทาง ต้องมีหลายทางออกด้วยในเชิงยุทธศาสตร์ ข้อสองแม้การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มที่เรา แต่พันธะสัญญาเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้นและท้าทายเราคือการค้นหาว่าพันธะสัญญานั้นอยู่ที่ไหน และจัดการพันธะสัญญานั้น ซึ่งเราต้องมีส่วนร่วมอย่างสำคัญทุกขั้นตอนในพื้นที่โดย “การจัดการกันเองร่วมกันในพื้นที่”

ส่วน 3 วิถีทางที่สำคัญ ข้อแรกคือเราจะสร้างกระบวนการพากันไปเป็นหน้ากระดาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่มจังหวัด และการวิเคราะห์ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน HPP หรือเป็นการวางแผนที่เครือข่าย เช่น ถ้าจะเคลื่อนนโยบายจังหวัด 100 กลุ่ม คนเหล่านั้นจะเป็นใคร ข้อสองต้องมีการพัฒนา แกนเชื่อมประสาน ทั้งคน และกลไกขับเคลื่อนให้ได้ในรูปแบบรวมเข้าไม่คัดออก และสามคือพัฒนาศักยภาพนักสานพลัง และหน่วยเลขานุการกิจภาคกลาง โดยให้ อาจารย์กรรณิการ์เป็นหัวเรือใหญ่

Check Also

เครือข่ายกลุ่มเฝ้าระวังผิวน้ำดิน 3 อำเภอ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ดึงทุกภาคส่วนฟื้นฟูแหล่งน้ำผิวดิน ทั้ง”ภาคครัวเรือนเกษตรและอุตสาหกรรม”

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม บนพื้นฐานทางปัญญา” คณะกรรมการสมัชชาสุขภาพ จังหวัดระยอง” วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561 ผู้เข้าร่วม จากภาคส่วนต่างๆ ชุมชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook