BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

ย้อนวันวาน 10 ปีการพัฒนาระบบสุขภาพ กับคุณูปการ สช. ต่อการสร้าง-สานสุขภาวะ โดยกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ผู้ร่วมก่อการ สานต่อ จนถึงวันใกล้เกษียณ

17 กรกฎาคม 2557 นอกจากจะเป็นวันกลางเดือน ในช่วงระยะเวลากลางปีแล้ว วันนี้ยังเป็นวันรวมตัวของชาวสมัชชาสุขภาพภาคกลาง 26 จังหวัด เพื่อประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนากระบวนการนโยบายสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ด้วยกระบวนการสมัชชาจังหวัด แต่กระบวนการสมัชชาสุขภาพนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการทำความเข้าใจมากพอสมควร ดังนั้นก่อนที่จะเริมต้นการประชุม อาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะผู้ร่วมก่อการริเริ่มการวางกลไกสมัชชาสุขภาพ ตลอดจนวางรากฐานของการพัฒนานโยบายสาธารณะฯ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจึงให้เกียรติมาบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม กระทั่งกลายมาเป็น พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ก่อนจะจัดตั้งเป็น สวรส. เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ และเกิดสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติหรือ สช. สำหรับเป็นองค์กรในการผลักดันให้เกิดสมัชชาสุขภาพ นำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพโดยทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั่วประเทศอย่างเช่นในปัจจุบัน ต่อจากนี้เป็นเรื่องราวที่ทีมงาน areahpp.net เรียงร้อยมาบอกต่อกัน

“พวกเราเริ่มต้นทำงานกันมาตั้งแต่ 2544 ขับเคลื่อนเรื่อง พรบ.สุขภาพแห่งชาติ เลยอยากจะเล่าพัฒนาการให้ฟัง เพื่อสืบสานความคิด รากเหง้าทางความคิดของพวกเราเสียก่อน เพื่อให้เห็นที่มาที่ไป ก่อนจะเดินหน้าไปต่อ” กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

พ.ศ. 2544: จุดเริ่มต้นวางกลไกระบบสุขภาพ

สช.เริ่มต้นแบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ ยุคที่ 1 คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2549 เป็นช่วงก่อนเกิด พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในช่วงเวลานั้นประเทศไทยพบกับปัญหาการนำเข้ายาราคาแพง ทำให้ประชาชนเข้าถึงยายาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี จึงเริ่มมีแนวคิดปฎิรูประบบสุขภาพที่ควรเป็นไปในแบบ “สร้างนำซ่อม” โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม เวลานั้นพวกเราคณะทำงานเดินทางทุกจังหวัด เพื่อมุ่งผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดทำ พรบ.สุขภาพแห่งชาติฯ และได้เริ่มจัดงานสมัชชาสุขภาพจากการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทั่วประเทศ โดยให้แต่ละจังหวัดคิดประเด็นนำเสนอนโยบายของพื้นที่ขึ้นมา ซึ่งรูปแบบการจัดสมัชชาก็เป็นไปแบบไม่เป็นทางการนัก ทุกอย่างดำเนินการตามที่ระดมความคิดแล้วเห็นว่าสมควร การนำเสนอนโยบายเป็นการเข้าแถวเดินเข้ามาพูดบนเวทีแล้วก็เดินลง คนต่อไปก็ขึ้นมาพูดต่อ กระทั่งมีการผ่าน พรบ.ในยุคที่เกิด คสช. ที่นำโดย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

พ.ศ. 2551: เกิด สปรส. และ สช.

ยุคที่สองอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2551 – 2554 เป็นช่วงหลังการเกิดขึ้นของ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ขณะนั้นเราเริ่มมีสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวความคิดที่ต้องการปฏิรูประบบบริการสุขภาพของคนไทย ที่เน้นการสร้างนำซ่อม สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเริ่มต้นอย่างจริงจัง พัฒนากลไกจังหวัด โดยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน

พ.ศ.2554 : เริ่มใช้เครื่องมือตาม พรบ.สุขภาพ

พ.ศ.2554 ถึงปัจจุบันเป็นการเน้นการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดหรือ PHA มีแนวทางการทำงานเป็นระบบมากขึ้น มีเป้าหมายเน้นการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของพื้นที่ ด้วยเครื่องมือตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ทั้งสมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพ และ CHIA

ทั้งหมดนี้เป็นการจัดสมัชชาสุขภาพแบบการสร้างการมีส่วนร่วม ยึดหลักสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา และการทำงานสุขภาพแบบสร้างนำซ่อม โดยเชื่อมร้อยการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงานต่างพื้นที่ทั่วประเทศมาสานสัมพันธ์เป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนร่วมทางกระทั่งความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ทำให้งานค่อยๆ ก่อรูปเป็นระบบ และคนที่เริ่มต้นทางก็พยายามถ่ายทอด ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางจาก สช. : เกิดนักสานพลังฯ

การเริ่มต้นระบบเราใช้สมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือก่อน แล้วก็ลงไปทำงานในพื้นที่เรื่อยๆ ต่อมา คุณหมออำพลเริ่มพบว่าควรจะเป็นการจัดกลไกจังหวัดให้ชัดเจนมากขึ้น จึงให้ทุกพื้นที่มีสมัชชาจังหวัดของตนเอง ต่อมาเริ่มมีความตั้งคำถามถึงความเข้าใจกระบวนการสมัชชาสุขภาพ ว่าเราเข้าใจตรงกัน เห็นกระบวนการทำงานอย่างเท่าทันกันทั่วประเทศหรือไม่ บนคำถามว่า “สมัชชาสุขภาพ” คืออะไร การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพคืออะไร โดยเป็นการเข้าใจในวงกว้างที่ไม่ใช่เฉพาะคนที่ขึ้นรูปการทำงานตั้งแต่ต้น หรือเฉพาะภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเข้าใจทั้งสามภาคส่วนคือภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ หรือในโมเดลสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา จึงเป็นที่มาของการเกิด นนส. หรือนักสานพลังขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม เพื่อคัดเลือกตัวแทนแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 3 คน เข้าร่วมโปรแกรมการอบรมตลอดทั้งปี และคนเหล่านี้ได้เชื่อมโยงสายสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ร่วมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางจาก สช. : เกิดโครงการ 500 ตำบล

500 ตำบล เป็นโครงการความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม มีเป้าหมายดำเนินงาน 2 ปี ให้ได้ปีละ 250 ตำบล รวมเป็น 500 ตำบล เพื่อเป็นการถอดบทเรียนการขับคเลื่อนนโยบายสาธารณะระดับตำบลทั่วประเทศ โดยภาคกลางมีจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา และนครปฐม เน้นกระบวนการถอดบทเรียนระดับตำบล และนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับจังหวัด และระดับภาค โดนเป็นการร่วมมือกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ สปสช. พอช. สสส. โดยมี สปสช.เขต 6 จังหวัดระยอง สนับสนุนจากกองทุนสุขภาพตำบลของเขต จัดทำธรรมนูญสุขภาพ 120 ตำบล

พัฒนาการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

ก่อนเกิด พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มีการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 6 ครั้ง เป็นการทดลองสาธิตการจัดสมัชชา เน้นการขับเคลื่อนสังคม รูปแบบก็เป็นการจัดงานโดยมีคนมารวมตัวกันทั่วประเทศ แล้วแต่ละคนก็ยืนเข้าแถวเสนอข้อเสนอของตนเอง เสนอเสร็จก็เดินลง

ต่อมาหลังจากมี พรบ.สุขภาพแห่งชาติ เราเริ่มมีรูปแบบการดำเนินงานจัดสมัชชาตั้งแต่ปี 2551 มีกลไกสำคัญคือ คจ.สช. หรือคณะกรรมการจัดสมัชชาชาติ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสมัชชาที่ชัดเจนขึ้น มีส่วนร่วมจากเครือข่ายมามากขึ้น เริ่มจาก 160, 180 กลุ่มเครือข่าย กลาบเป็ย  234 เครือข่าย มีประเด็นที่จะดำเนินงาน 59 ประเด็น แต่กลายเป็นว่ามีแต่นโยบาย แต่ไม่มีการดำเนินงานตามนโยบาย ต่อมาจึงมีการจัดตั้งกลไกการติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย เพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในงานสมัชชาแห่งชาติ โดยมีคณะกรรมการติดตาม หรือ คมส.

ล่าสุดปี พ.ศ. 2556 มีการประเมินการจัดสมัชชาสุขภาพโดย อ.ลือชัย และท่านได้ชี้ช่องว่างการดำเนินงานว่าระหว่างขาขึ้นกับขาเคลื่อนยังมีการทำงานที่แยกกันอยู่ ซึ่งการทำงานในส่วนนี้ทั้งสองขาควรจะเชื่อมโยงกัน จึงมีการยกระดับการจัดสมัชชาสุขภาพขึ้นใหม่ แน่นอนว่าการพัฒนาระบบสุขภาพเพื่อสุขภาวะคนไทย ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการเดินหน้าเชื่อมคน เชื่อมเครือข่าย เชื่อมกลไกการทำงาน ตั้งแต่ระดับการสร้างกิจกรรมในพื้นที่ ไปจนถึงสร้างนโยบายโดยทุกคนในประเทศร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมสร้าง ร่วมใช้ ร่วมดูแล

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook