BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

ก่อนจะผ่านเลยไป ตอนที่2 นั่งเทียนเขียนแผน

ตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอว่า “การกำหนดอนาคตตนเอง”นั้น  เราควรจะ“ต้องหันกลับ”มาทบทวนบทเรียนการพัฒนาตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาว่า นโยบายหลาย ๆ นโยบาย มีนโยบายใดหรือโครงการใดสำเร็จหรือล้มเหลวบ้าง จากนั้นจะต้องวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นเกิดจากสาเหตุใด บางคนบางท่านอาจไม่ค่อยได้คำนึงกับสิ่งเหล่านี้ อาจเป็นเพราะกังวลใจ ละอายใจที่จะบอกหรือให้ใครล่วงรู้ แต่ผู้เขียนคิดว่า “เป็นผลดีมากกว่าเสีย” เพราะจะทำให้เราได้มีโอกาสค้นพบบทเรียนหรือองค์ความรู้ใหม่ที่ดี ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคมร่วมกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนก้าวไปข้างหน้า ก็ต้องหันกลับมาดูว่า เรามีต้นทุนอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง และเราจะใช้ทุนที่เหลือนั้นอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด(คำว่าประโยชน์สูงสุดนี้ จะต้องคำนึงถึงลูกหลานหรือทายาทที่เกิดมาเพื่อสืบสายเลือดต่อจากเราด้วย) เราจะใช้ข้อมูลอะไรในการชักชวนผู้คนมาพูดมาคุย มาถกแถลงกัน คุยกันแบบไหนจึงเกิดการสร้างสรรค์ ใครจะรับบทบาทหรือทำหน้าที่อะไรกันบ้าง ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นคือหัวใจสำคัญในการกำหนดเส้นทาง เพื่อทำให้ชีวิตมีความสุข และอยู่รอดปลอดภัย ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ทุกวันนี้อะไรต่อมิอะไรมันเปลี่ยนไปแล้ว เช่น ผู้นำเปลี่ยน ผู้ตามเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน การเรียนรู้และการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มีหลายช่องทาง รวมทั้งมีความสะดวกมากขึ้น  นี่แหละที่เรียกว่ารอบคอบ มองให้รอบทิศรอบตัว ต้องค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ และค่อย ๆ ขับเคลื่อน โดยใช้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากหลาย ๆ แหล่งมาวางบนโต๊ะ จากนั้นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เติมเต็มส่วนที่ขาดตกบกพร่อง เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ที่เรียกว่า “การเปิดใจคุย” ไม่ควรใช้วิธีการจินตนาการหรือฝันกลางวันอีกต่อไป

และที่สำคัญคือ ต้องไม่ปล่อยหรือมอบหมายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง ทำหน้าที่รับผิดชอบเพียงลำพัง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นอีหรอบเดิม พี่น้องคนเมืองเลยคงเคยได้รับทราบมาว่า มีหน่วยงานหนึ่งมอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านไปขอความร่วมมือ อสม.ประจำหมู่บ้านของตน ให้ช่วยทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บข้อมูลเพื่อรายงานหน่วยขึ้นตรง สำหรับการจัดทำแผนพัฒนา ด้วยการให้เวลาเพียง  ๑ สัปดาห์เท่านั้น ปรากฏว่าผู้ใหญ่บ้านและ อสม.ก็สามารถดำเนินงานตามที่หน่วยงานนั้นสั่งการได้ หลายท่านอาจนึกในใจว่า “แล้วยังงัยล่ะ?”  ถ้าไม่คิดอะไรมากก็จบ ๆ กันไป แต่ไปรู้มาทีหลัง(เพราะมีโอกาสไปเป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรกระบวนการและเทคนิคการทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน ในการอบรมคณะกรรมการหมู่บ้านของโรงเรียนนักปกครองท้องที่) จากประธานคณะกรรมการหมู่บ้านแห่งหนึ่งว่า “การจัดเก็บข้อมูล จปฐ.มันไม่ได้ยากอย่างที่อาจารย์แนะนำเลยครับ เนื่องจาก อสม.รู้จักชาวบ้านเป็นอย่างดี นั่งนึกเอาที่บ้านของ อสม.ก็ได้ครับ” ผมถามกลับไปว่า “ทำแบบนี้ทุกปีมั๊ยครับ” ท่านประธานคณะกรรมการหมู่บ้านคนเดิมซึ่งก็คือ ผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “ก็ทำแบบนี้ทุกปี ไม่เห็นหัวหน้าที่อำเภอว่ายังงัยนี่ครับ แถมยังชมผมว่า ส่งได้ตรงตามเวลาดีมาก”   นอกจากไม่พยายามจัดเก็บข้อมูลแล้ว ยังไม่มีกระบวนการในการจัดเก็บอีกด้วย  ดังนั้น เมื่อนำข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้อง ครอบคลุม เพียงพอและชัดเจน ไปจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน ก็อย่าหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ในทางกลับกัน ปัญหาจะยิ่งทับถมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนยากที่จะทำการแก้ไขอีกต่อไป หัวใจสำคัญอีกประการที่ “จะต้องหันกลับมาทบทวน”นั่นคือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ทุกวันนี้ ยังคงต้องมีการอธิบายความหมายของคำว่า “การมีส่วนร่วม”อยู่อย่างต่อเนื่อง เกือบจะทุกหน่วยงานของรัฐไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ น้อง ๆ ของผมที่เป็นข้าราชการตามหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดเลย ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า……. “ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า การมีส่วนร่วม อย่างลึกซึ้ง”  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะ…ในปัจจุบันนี้คนทั้งสังคมส่วนใหญ่ กำลังตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “หลุมดำ” ดูเหมือนจะมืดมนแต่ไม่ถึงกับมืดมน ดูเหมือนจะไม่มี ทางออกแต่ก็ยังพอมองเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ชาวบ้านทั่วไปเค๊าว่ากันว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นและทับถมชีวิตคนเมืองเลยอยู่ในขณะนี้ ก็คือ “ความรัก ความหวงแหน ความเกลียดชัง ความรุนแรง ความขัดแย้ง ความหวาดระแวง ความผิดพลาด ความล้มเหลว ความรู้ ความไม่รู้” มากกว่าปัญหาอื่นใดทั้งสิ้น หากคนเมืองเลยต้องตกอยู่ในสภาวะ เช่นนี้ “อนาคตที่เราอยากเห็นและอยากให้เป็น..” เราจะสามารถก้าวเดินไปที่ “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” นั้นได้มั๊ย

เมืองเลยหรือจังหวัดเลยที่หลายคนอาจจะต้องทำความรู้จักและเข้าใจให้มากขึ้น

(ข้อมูลจากรายงานบรรยายสรุป : สำนักงานจังหวัดเลย ปี ๒๕๕๔)

เลย เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่อนไปทางภาคเหนือ สถานที่ตั้งตัวเมืองอยู่ท่ามกลาง ภูเขาน้อยใหญ่ ดินฟ้าอากาศคล้ายกับภาคเหนือ คือมีอากาศหนาวเย็นมีหมอกปกคลุมอยู่เสมอ เป็นจังหวัดเดียวในประเทศที่อากาศเคยหนาวจัดจนอุณหภูมิลดลงถึงศูนย์องศาเซลเซียส

ที่ตั้งและขนาด ที่ตั้ง จังหวัดเลย เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนสุด ติดกับภาคเหนือ ระหว่างละติจูด 16 องศา 50 ลิปดา – 18 องศา 12 ลิปดา เหนือ และลองจิจูด 100 องศา 50 ลิปดา – 102 องศา 10 ลิปดา ตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ ประมาณ 520 กม. (เส้นทางกรุงเทพฯ – ชัยภูมิ – เลย) ศาลากลางจังหวัดเลย ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางค่อนมาทางทิศตะวันออกของพื้นที่จังหวัดเลย ที่พิกัด QV 891352 หรือพิกัดภูมิศาสตร์ละติจูด 17 องศา 29.2 ลิปดา เหนือ ลองจิจูด 101 องศา 43.3 ลิปดา ตะวันออก ขนาดและรูปร่าง จังหวัดเลย มีพื้นที่ประมาณ 11,424.612 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,140,000 ไร่ มีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 14 ของประเทศ วัดขนาดจากแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1/250,000 ของกรมแผนที่ทหารได้ส่วนยาวในแนวทิศเหนือ – ใต้ ประมาณ 162 กม. ส่วนกว้างในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก ประมาณ 130 กม. มีรูปร่างคล้ายช้างหมอบหันหัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีอำเภอปากชมเป็นหัวและงวง และมีพื้นที่ตำบลกกสะทอน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอด่านซ้าย เป็นส่วนหาง

มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

  • ทิศเหนือ             ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงเป็นแนวกั้นพรมแดนยาวรวมกันประมาณ 230 กิโลเมตร
  • ทิศใต้                 ติดต่อกับอำเภอภูผาม่าน อำเภอสีชมภู จังหวัดขอนแก่น และอำเภอหล่มเก่า อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
  • ทิศตะวันออก        ติดต่อกับ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย , อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี และอำเภอนาวังจังหวัดหนองบัวลำภู
  • ทิศตะวันตก          ติดต่อกับอำเภอชาติตระการ และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

ลักษณะและสภาพโดยทั่วไป เป็นภูเขาสูงโดยรอบ ประกอบด้วยทิวเขาเพชรบูรณ์ ด้านทิศตะวันตกมีภูหินสวนทรายในพื้นที่อำเภอนาแห้ว สูงถึง 1,408 เมตร ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีภูลมโลในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย สูง 1,445 เมตร และทิศใต้ยอดเขาบนภูหลวง สูง 1,571 เมตร ทำให้เกิดที่ราบระหว่างเขา อุดมไปด้วยป่าไม้ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย จากนั้นภูมิประเทศจะค่อย ๆ ลาดต่ำไปทางทิศเหนือผ่านที่ราบลุ่มแม่น้ำแคบ ๆ เป็นแนวยาวในทิศทางเหนือ – ใต้ โดยจังหวัดอยู่ตรงกลางพื้นที่ราบนั้น การระบายน้ำของพื้นที่จังหวัดเลยส่วนใหญ่ระบายไปทางทิศเหนือตามทิศทางการไหลของแม่น้ำลำธารต่าง ๆ ลงสู่แม่น้ำโขง

  1. เขตภูเขาสูง บริเวณด้านทิศตะวันตก ได้แก่ บริเวณอำเภอนาแห้ว , อำเภอด่านซ้าย , อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ การคมนาคมในบริเวณนี้ไม่ค่อยสะดวก มีพื้นที่ทำการเพาะปลูกน้อย และมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง
  2. เขตที่ราบเชิงเขา ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลูกคลื่นลอนลาดและลอนชัน ในบริเวณทางด้านทิศใต้และทิศตะวันออก ได้แก่ อำเภอภูกระดึง, อำเภอภูหลวง , อำเภอผาขาว , อำเภอนาด้วง และอำเภอปากชม เป็นเขตที่ไม่มีภูเขาสูงมากนักเหมาะที่จะทำการเพาะปลูกพืชได้บ้าง ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นปานกลาง
  3. เขตที่ราบลุ่ม เป็นที่ราบลุ่มแคบ ๆ ตามลำน้ำสายต่าง ๆ ได้แก่บริเวณอำเภอเมือง, อำเภอเชียงคาน และอำเภอวังสะพุง เป็นเขตที่ทำการเพาะปลูกได้ดีมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากกว่าเขตอื่น ๆ

ลำน้ำที่สำคัญ จังหวัดเลยมีลำน้ำที่สำคัญไหลผ่านพื้นที่ตามอำเภอต่าง ๆ พอที่จะให้ประชาชนได้บริโภคและใช้สอยหลายสายด้วยกัน ดังนี้.- 1. แม่น้ำโขง ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาสูงในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนต่อธิเบต ไหลผ่านตอนเหนือของจังหวัดเลย ผ่านพื้นที่อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม เป็นเส้นกั้นอาณาเขตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ความยาวของแม่น้ำโขงทั้ง

สาย 4,615 กม. เป็นความยาวในช่วงจังหวัดเลย 95 กม. เป็นแม่น้ำที่มีน้ำไหลลงตลอดปี 2.   แม่น้ำเหือง ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาเพชรบูรณ์ในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไหลมาเป็นแนวแบ่งเขตประเทศไทยกับ สปป.ลาว ผ่านอำเภอนาแห้ว, อำเภอด่านซ้าย, อำเภอท่าลี่ และมาบรรจบกับแม่น้ำโขงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเชียงคาน มีความยาวของแม่น้ำทั้งสาย 140 กม. เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว 135 กม. มีลำน้ำสาขาที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดเลย ได้แก่ ลำน้ำหมัน , ลำน้ำสาน , ลำน้ำคาน และลำน้ำหู 3. แม่น้ำเลย ต้นน้ำเกิดจากลำห้วยต่าง ๆ ของภูหลวงและภูกระดึง ไหลมาบรรจบกันเกิดเป็นแม่น้ำเลย ไหลเข้าสู่จังหวัดเลยบริเวณชุมชนบ้านเลยวังใส เพราะน้ำในบริเวณนี้ใสสะอาด (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น ” เลยวังไสย์ “) ไหลผ่านพื้นที่อำเภอภูหลวง , อำเภอวังสะพุง , อำเภอเมือง บรรจบแม่น้ำโขงทางทิศตะวันตกของอำเภอเชียงคาน ความยาวโดยประมาณ 130 กม. มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ คือ ลำน้ำหมาน , ลำน้ำลาย และลำน้ำทบ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ภูกระดึง ตั้งอยู่ในจังหวัดเลย เนื่องจากมียอดเขาสูง 1,325 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางเดินมีลักษณะลาดชันขึ้นทีละ เล็กทีละน้อย จนกระทั่งลาดชันมากก่อนถึงยอดเขา ทำให้นักท่องเที่ยวชอบที่จะมาพิชิตยอดเขาที่ภูกระดึง ภูกระดึง ถูกปกคลุมไปด้วยป่าดิบชื้นและป่าสนกว่า 60 ตารางกิโลเมตร มีดอกไม้ป่า กล้วยไม้ป่า ดอกเมเปิ้ล นอกจากนั้น ยังมีน้ำตกที่สวยงามอีก 2-3 แห่งอีกด้วย เช่น น้ำตกเพ็ญพบ จุดเด่นอีกอย่างของภูกระดึง คือ จุดชมวิวที่ผาหล่มสัก และ จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก (ติดตามตอนต่อไป…)

โดย……คนของแผ่นดิน

หนังสือพิมพ์ มติเลย

ภาพประกอบจาก http://www.dasta.or.th/dastaarea5/images/content/-name.jpg

Check Also

ท้องไม่พร้อม ปัญหาวัยรุ่นใครดูแล

ถ้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งท้องไม่พร้อม ศูนย์ประสานงานเพราะรักพักใจ จะช่วยเด็กอย่างไร? “ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมแต่ตัดสินใจเก็บเด็กไว้ เกิดจากหลายเหตุผล บางคนกลัวบาป บางคนไม่มีความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ กว่าจะรู้อายุครรภ์ก็เกินกำหนด บางคนรู้ตอนอายุครรภ์ยังน้อย พอตอนใกล้จะคลอด ปรากฏว่าผู้ชายขอแยกตัว เลยต้องยอมเก็บเด็กไว้ จำนวนไม่น้อยตัดสินใจเอาออกทั้งที่อาจเกิดอันตราย บางคนต้องตัดมดลูกทิ้ง และบางคนต้องเสียชีวิต เมื่อผู้หญิงเข้ามาหา “ศูนย์ประสานงานเพราะรักพักใจ ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook