BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

26 จังหวัดภาคกลางผนึกกำลัง ออกแบบนโยบายสาธารณะ 3 ส่วน

26 จังหวัดภาคกลางผนึกกำลัง ออกแบบนโยบายสาธารณะ 3 ส่วน
สร้างเวทีวิชชาการ, เสริมศักยภาพนักสานพลัง, พร้อมจับประเด็นน้ำ และอาหาร

เมื่อวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ 2557 ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดภาคกลาง 26 จังหวัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อ สุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยเครื่องมือภายใต้ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยเป้าประสงค์ของงานนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงาน เป็นเวทีในการจัดทำแผนงาน และเก็บเกี่ยวข้อมูลในพื้นที่อื่นๆ ไปใช้ในพื้นที่ รวมถึงได้มีการทำความรู้จักกับเครือข่าย โดยผลที่คาดว่าจะได้รับ คือได้เรียนรู้แบบสาธิต (Demonstrations) ได้ออกแบบการพัฒนาศักยภาพ เป็นเวทีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อไปสร้างกระบวนการเพิ่มในพื้นที่ โดยภายในงานมีการแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้เครื่องมือในการสร้าง นโยบายสาธารณะ ใน 3 รูปแบบคือ กระบวนการสมัชชา, ธรรมนูญสุขภาพ และ CHIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพชุมชน
25570306_2-1 เริ่มต้นเวทีโดย นางกรรณิการ์ บันเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขึ้นกล่าวเพื่อบอกเล่าภาพรวมของกระบวนการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทั้งประเด็นคุณูปการของสมัชชาสุขภาพที่สร้างผลดีที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ การเชื่อมโยงกลไกการขับเคลื่อนระดับจังหวัดเพื่อ HPP การเกิดธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพเฉพาะพื้นที่ ที่ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพไปแล้ว 41 แห่งทั่วประเทศจากทุกภูมิภาค ภาคเหนือ 25 พื้นที่ ภาคอีสาน 18 พื้นที่ ภาคใต้ 6 พื้นที่ ภาคกลางร่วมกับภาคตะวันออก 17 พื้นที่ พร้อมทั้งตัวอย่างการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (CHIA) ที่จัดทำขึ้นโดยการเก็บข้อมูลความรู้ในลักษณะการศึกษาวิจัยโดยชาวบ้านชุมชน เช่น กระบวนการเอชไอเอชุมชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน – เขาหินซ้อน ที่มีการศึกษาการทำท่าทะเลน้ำลึก เป็นเหตุให้สามารถรักษาพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนเอาไว้ได้

และที่สำคัญภายในงานมีการแบ่งกลุ่มระดมสมองปรึกษาหารือ และออกแบบการวางแผนการพัฒนานโยบายสาธารณะ ในหัวข้อเชื่อมทิศทาง “ผนึกกำลัง” สร้างสรรค์พลังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนานโยบายสาธารณะภายใต้ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 โดยแบ่งกลุ่มเป็น 3 ประเด็นคือ ประเด็นการวางแผนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม, ประเด็นวางแผนการพัฒนาศักยภาพนักสานพลังนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และประเด็นกระบวนการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาเวทีวิชชาการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมภาคกลาง

25570306_2-5 ซึ่งสรุปการระดมสมอง ในประเด็นการวางแผนการพัฒนานโยบายฯ คุณจุฑาพร พันธุ์วัฒนา สถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนา จังหวัดลพบุรี ในฐานะตัวแทนนำเสนอว่า โจทย์ขยายพัฒนานโยบายสาธารณะของภาคกลาง เราจะทำอย่างไร ใน 25 จังหวัดบวก กทม. สถานการณ์คือการเคลื่อนของบ้านเราไม่ได้เคลื่อนโดยองค์กร สช.อย่างเดียว แต่มีการเคลื่อนโดยภาคประชาสังคมด้วย เป็นทั้งการเคลื่อนแบบมีรูปแบบ และแบบไร้รูปแบบ โดยส่วนที่มีรูปแบบคือสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แต่ส่วนที่ไร้รูปแบบมี 2 ส่วนคือเครือข่ายเพื่อนจากภาคตะวันออก กับภาคกลาง และเครือข่ายเพื่อนจากภาคตะวันตก ที่มีกิจกรรมการกินข้าวบ้านเพื่อน เรามีจุดเชื่อมในเรื่องคำว่า “เพื่อน” และมีประเด็นเชื่อมคือประเด็นน้ำ และอาหาร โดยเพื่อนตะวันออกทำเรื่องการปกป้องพื้นที่อาหาร ดังนั้นจึงตกผลึกว่าเป็น “การจัดการทรัพยากรน้ำ สู่ความมั่นคงทางอาหารแบบมีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง”

ทั้งนี้การวาง แผนกระบวนการเคลื่อนประกอบไปด้วย “พื้นที่” โดยให้แต่ละจังหวัดจัดการกัน แต่แบ่งกลุ่มคนทำงานเป็น 3 พื้นที่ตามภูมิประเทศ กลุ่มหนึ่งคือเครือข่ายคนทำงานที่อยู่ในพื้นที่ “อ่าว” กลุ่มสองคือคนทำงานที่อยู่ในพื้นที่ “แม่น้ำ” และสามคือพื้นที่ “ทะเล” นอกจากนี้เพื่อป้องกันการถูกละเมิดทรัพยากรในพื้นที่ จึงต้องมี “กลไก” เพื่อความชัดเจน ในการทำหน้าที่เอื้ออำนวย และประสานงานเป็นกลไกกลางที่ได้มาจากการทำงานประเด็นในพื้นที่ โดยต้องเกิดกลไกจากองค์ประกอบของสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาครัฐ ด้านยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนต้องมี ยุทธศาสตร์การเคลื่อนแบบฉุกเฉิน สำหรับประเด็นร้อน และมียุทธศาสตร์การเคลื่อนแบบยั่งยืน เพื่อการอยู่ดีมีสุขของคนภาคกลาง โดยเป็นการเคลื่อนโดยใช้หลายเครื่องมือ

สำหรับกลไกการเคลื่อนระดับ พื้นที่ต้องมีอย่างไรบ้างนั้น 3 กลุ่มจังหวัดต้องขับเคลื่อนโดยกำหนดนโยบายสาธารณะ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีองค์ประกอบในการเคลื่อนประกอบไปด้วย ส่วนที่หนึ่งคือต้องมีภาควิชาการด้านน้ำ และอาหาร เช่น วิศวกรรมสถาน กรรมการสุ่มน้ำ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ เช่น สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรน้ำภาค ทสจ. กรมเจ้าท่าฯ ชลประทาน ฯลฯ ภาคประชาสังคม ให้มีเครือข่ายต่างๆ เช่นเครือข่ายทรัพยากรน้ำ เครือข่าย ทสม. สภาลุ่มน้ำ เครือข่ายภัยพิบัติภาคประชาชน ฯลฯ นอกจากนี้ต้องมี 5 ตัวจี๊ด เวลาทำงานอะไรก็ตามจะเกิดตัวนี้ขึ้นมาเพื่อหนุนเสริมทำหน้าที่ให้กลไกเหล่า นี้ทำงานได้อย่างยั่งยืน

ส่วนประเด็นวางแผนการพัฒนาศักยภาพนักสานพลังฯ คุณสุจิตรา ชนะสิทธิ์ แกนสมัชชาสุขภาพจังหวัดจันทบุรี ในฐานะตัวแทนนำเสนอว่า การพัฒนานักสานพลังในระดับภูมิภาคควรมีการสร้างหลักสูตรนักสานพลัง โดยคัดเลือกผู้เข้าร่วมหลักสูตรจากการเป็นคนภายในท้องถิ่น เพราะหากไม่มีคนทำงานในส่วนนี้ ก็จะขาดพลังในการร่วมกันขับเคลื่อน และคัดจากบุคคลที่อยู่ในภาครัฐ ภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยให้ภาคส่วนมาช่วยกันนอกจากนี้จะต้องเป็นผู้มีความสมัครใจ เข้าร่วมได้ต่อเนื่อง มีพื้นที่ปฏิบัติการ มีประสบการณ์ เป็นผู้มีเครือข่ายในทุกภาคส่วน ได้รับการยอมรับ และมีข้อเสนอให้มีการจัดเวที หรือกิจกรรมเพื่อให้นักสานพลังได้พบกัน 3 เดือนครั้ง โดยเอาสิ่งที่ทำงานในพื้นที่มาแลกเปลี่ยนร่วมกัน พร้อมทั้งมีการศึกษาดูงานข้ามพื้นที่ ในพื้นที่จริง พร้อมทั้งมีหลักสูตรการเป็นผู้สนับสนุน/ประสานทางนโยบาย (policy facilitator) ซึ่งจำเป็นต้องฝึกทักษะเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ และกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม การวิเคราะห์กลุ่มเครือข่าย เทคนิคการแก้ไขปัญหา ทักษะการใช้เครื่องมือการพัฒนา PHPP ประกอบไปด้วยการวิจัยชุมชน และแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ และทักษะการสื่อสาร การคิด การพูดเชิงบวก รวมถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร

สำหรับการพัฒนานัก สานพลังในระดับจังหวัด ให้มีหลักสูตรเรียนรู้เครื่องมือตาม พรบ.สุขภาพ เนื้อหาสำคัญของ พรบ.สุขภาพ กระบวนการ PHPP ทั้งการพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัด และการพัฒนาข้อมูลให้มีมาตรฐานพร้อมอ้างอิง นอกจากนี้เรียนรู้ทักษะด้านการใช้ 3 เครื่องมือคือสมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพ และ CHIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพชุมชน โดยรูปแบบการพัฒนานักสานพลังคือ ให้มีการเรียนรู้จากคนในพื้นที่ที่ชำนาญ และจัดกระบวนการเรียนรู้ในจังหวัดที่ สช. หนุนเสริม และเป็นเวทีที่ทำความเข้าใจในจังหวัด ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายประกอบไปด้วยผู้นำท้องถิ่น คนทำงานในกลไกจังหวัดที่มีความรู้ความสนใจในประเด็นสมัชชาสุขภาพ และเครือข่ายที่ทำงานอยู่ภายในพื้นที่ โดยในระยะยาวเสนอให้มีการสร้างทีมวิทยากรแต่ละจังหวัดที่เป็นมืออาชีพ

25570306_2-4 25570306_2-3และ ประเด็นการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาเวทีวิชชาการพัฒนานโยบายฯ คุณพัธรา เลิศประเสริฐศิริ ข้าราชการบำนาญสถาบันการพละศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร ในฐานะตัวแทนนำเสนอว่า แผนปฏิบัติการวิชชาการ ออกแบบภายใต้แนวคิดที่ว่าควรมีการจัดการความรู้เพื่อเป็นอาวุธในการจัดการ สุขภาพ โดยมีการประสานความร่วมมือ การจัดการทำธรรมนูญ กระบวนการสมัชชา ในคำถามว่ากวนอย่างไรให้เกิดการพัฒนาสุขภาพ ให้เกิดการขับเคลื่อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า เพื่อนำไปสู่นวัตกรรม และต้องมีการทำอย่างเป็นระบบ ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งภูมิปัญญาจากการเอาความรู้มารวมกัน แล้วสร้างให้เกิดฉันทามติ จะได้มีการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยต้องมีการทำแผนปฏิบัติการ PDCA (วงจรการบริหารงานคุณภาพ)

25570306_2-2ดังนั้นข้อเสนอในเวทีวิชชาการจึงมีข้อสรุปในลักษณะของแผนปฏิบัติ การปี 2557 คือ ให้มีกิจกรรมพัฒนากลไก เพื่อให้เฟืองมากระทบกัน ประกอบไปด้วย การพัฒนากลไกการวางแผนงานหรือโครงการ การบริหารจัดการ ผู้นำ แกนนำ ผู้มีประสบการณ์ จิตอาสา แหล่งทุน เป็นเรื่องของกลไกในการวางแผนการทำงาน โดยต้องทำก่อนสมัชชาชาติครั้งที่ 7 นั้นคือประมาณ มีนาคม – เมษายน 2557 จากนั้นให้มีการพัฒนาศักยภาพด้านการถอดบทเรียน (KM: Knowledge Management) เพื่อให้มีความสามารถได้เรื่องดังกล่าว เพราะการถอดบทเรียนเป็นวิธีการจัดการความรู้ ประมาณเดือนพฤษภาคม 2557 จากนั้นให้มีการถอดบทเรียนความรู้ระดับจังหวัด ในระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2557 และในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2557 ให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในจังหวัด จากนั้นให้มีการจัดเวทีวิชชาการในระดับภูมิภาค ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2557 สุดท้ายสรุปบทเรียน  พร้อมสกัดความรู้ที่ได้มาต่อยอดองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมภายในเดือนธันวาคม 2557

โดยหลังจากจบการนำเสนอข้อเสนอทั้ง 3 ประเด็น นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนปฏิบัติการพื้นที่ (สปพ.) สช. ได้ขอบคุณทุกข้อเสนอ พร้อมกล่าวว่า จะรวบรวมทุกข้อเสนอไปประเมินการณ์ เพื่อขับเคลื่อนต่ออย่างเป็นรูปธรรม และหลังจากนี้จะขอเชิญเครือข่ายบางส่วนมาช่วยกันออกแบบเพื่อนำไปสู่การ ปฏิบัติให้ข้อเสนอเป็นจริง

“เรื่องแรก ทั้ง 3 ประเด็นต้องนำมาคุยกัน เช่น นักสานพลังก็ต้องมาคุยกันต่อว่านักสานภาคกลางจะเป็นอย่างไร ทิศทางการพัฒนาที่จะกลายมาเป็นยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนต่อ เรื่องที่สองคือเราต้องเอาทุกอย่างมารวบรวมกัน และสามคือหลังจากทำไปแล้วเห็นผลอะไร ต้องเอามาแลกเปลี่ยนกัน วันนี้เราคุยเรื่องการขับเคลื่อน การระดมคน การหาเครือข่าย อันนี้เป็นจังหวะการขับเคลื่อน ที่เป็นของภาคกลาง ซึ่งผมจะไปทำแบบนี้ทั้ง 4 ภาค และเอาทั้ง 4 ภาคมาคุยรวมกันอีกทีในประเด็นเดิมเพื่อให้เห็นการขับเคลื่อนในระดับประเทศ ขับเคลื่อนนโยบายจะทำอย่างไร ยทุธศาสตร์จะเป็นอย่างไร ก็จะมาชวนกันคุยต่ออีกที” นายสุทธิพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

ช่วงท้ายของงานมีเวที ”แนวคิด ทิศทาง และความท้าทายใหม่ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมโดยมีพื้นที่เป็นฐาน” โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีรายละเอียดเนื้อหาอันเป็นทิศทางของระบบสุขภาวะในแบบประชาธิปไตยทางตรง ที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ดังนั้นจึงจะขยายพื้นที่สื่อสารประเด็นดังกล่าวในลักษณะรายงานเป็นสกู๊ปข่าว ต่อไป

25570306_aumpol-2

 

โดยวีราภรณ์ ประสพรัตนสุข

Check Also

เครือข่ายกลุ่มเฝ้าระวังผิวน้ำดิน 3 อำเภอ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ดึงทุกภาคส่วนฟื้นฟูแหล่งน้ำผิวดิน ทั้ง”ภาคครัวเรือนเกษตรและอุตสาหกรรม”

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม บนพื้นฐานทางปัญญา” คณะกรรมการสมัชชาสุขภาพ จังหวัดระยอง” วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561 ผู้เข้าร่วม จากภาคส่วนต่างๆ ชุมชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook