BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

เปิดขบวนการต่อสู้ กับขยะพิษ ของชาวบ้านหนองแหนโดยใช้เครื่องมือ CHIA

“แม้แต่น้ำเสียสักหยด จะไม่ให้ตกถึงพื้น” เป็นประโยคที่ อ.มนัส สวัสดี หนึ่งในผู้รับผลกระทบจากขยะพิษ และชาวบ้าน ต.หนองแหนจำได้ขึ้นใจในวันที่บริษัท KSD รีไซเคิล บริษัทที่เปิดกิจการกำจัดของเสีย ได้บอกชาวบ้านไว้ในการประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อขอให้ชาวบ้านอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตำบลหนองแหนเป็นพื้นที่บำบัดของเสียที่บริษัทรับมาจากที่อื่นๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น หลังจากการเข้ามาของบริษัทกำจัดของเสียหรือขยะมีพิษเพียงไม่กี่ปี ชาวบ้านต้องทุกข์ทนอยู่กับสารพิษ ไร่นาผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย โตไม่เต็มที่ ฟาร์มหมูหลายแห่งต้องปิดกิจการจากการที่หมูเป็นโรค เป็นหมัน ลูกหมูพิการ และเสียชีวิต น้ำดื่มอุปโภคบริโภคปนเปื้อนสารพิษ ชาวบ้านเริ่มเจ็บป่วยเสียชีวิต บางคนต้องกลายเป็นผู้ต้องหามีวัตถุอันตรายในครอบครองจากการที่ที่ดินถูกลักลอบทิ้งสารพิษ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นผู้นำชุมชนที่นี่ถูกยิงเสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่อปกป้องชาวบ้าน และนำความยุติธรรมยังบ้านเกิดของตนเอง

ความจริงแล้วไม่ใช่มีเพียง “KSD รีไซเคิล” บริษัทเดียวที่เข้ามาใช้พื้นที่ตำบลหนองแหน อ.พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นที่ทิ้งขยะพิษ แต่ยังมี “บริษัทฟิวชั่นจำกัด” และ “บริษัทศูนย์กำจัดของเสียไทยจำกัด” ที่มาอาศัยใช้พื้นที่แห่งนี้หากินบนความทุกข์ยากของชาวบ้านอยู่ด้วย “มาทีแรกพวกเราคิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นการสร้างผลกระทบ ตอนนั้นคิดว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาส สร้างเงิน สร้างรายได้ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น กลายเป็นปัญหาให้เรามาแก้ไข กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของพวกเรา” คุณจร เนาสโอภาส ประธานสภาองค์กรบริหารส่วนตำบลหนองแหนเล่าเริ่มเรื่องให้ฟัง

แต่เดิมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ตำบลหนองแหน ยึดอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ ยางพารา และบางส่วนประกอบธุรกิจฟาร์มหมู กระทั่งปี พ.ศ. 2538 ชาวบ้านเจ้าของที่ดินบางพื้นที่เริ่มขุดขายดินจากที่ดินที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ เพื่อถมที่สร้างสนามบินในกรุงเทพมหานคร ทำให้ลักษณะพื้นที่ที่นี่เต็มไปด้วยบ่อดิน และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ขยะสารพิษ

เมื่อพื้นที่ในตำบลเต็มไปด้วยบ่อดินที่ไม่ได้ใช้งาน ก็เริ่มมีผู้ประกอบการฝังกลบขยะ และของเสียมาซื้อบ่อดินร้างจากผู้ที่ขุดขาย และการทิ้งกากอุตสาหกรรมโดยไม่มีการขออนุญาตก็เริ่มต้นขึ้น ในปี พ.ศ.2540 เวลาผ่านไปสี่ปี พ.ศ. 2544 ผลของการทิ้งขยะเริ่มเกิดขึ้นทั้งฝุ่นผง และกลิ่นเหม็น พ.ศ. 2548 ชาวบ้านเริ่มร้องเรียนบริษัทฟิวชั่น คัดค้านการเปิดกิจการของบริษัทกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

ปี พ.ศ. 2550 ทั้ง 3 บริษัทเริ่มเปิดกิจการอย่างเป็นทางการโดยมีในอนุญาตที่ได้จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ประเภท 105 ใบอนุญาตประกอบกิจการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล และประเภท 106 ใบอนุญาตประกอบกิจการนำของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมมารีไซเคิล (ผู้เขียน) โดยบริษัทศูนย์กำจัดของเสียไทย ดำเนินการฝังกลบขยะที่มาจากบริษัทดับเบิ้ลเอ และการทำยิบซั่ม ส่วน“KSD รีไซเคิล” ดำเนินกิจการคัดแยกขยะ บำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงฝังกลบขยะทั้งมีพิษ และไม่มีพิษ ด้าน “บริษัทฟิวชั่น” ดำเนินกิจการรีไซเคิลขยะ และรีไซเคิลน้ำมัน โดยปัจจุบัน ตำบลหนองแหนมีโรงงาน บ่อทิ้งกากอุตสาหกรรม และบ่อน้ำเสีย (สารพิษ) รวมถึง 9 จุด

“ก่อนหน้าปี 50 ประมาณปี 47 – 48 เป็นการลักลอบทิ้งก่อนโดยไม่มีใบอนุญาต เป็นการฝังกลบขยะที่ไม่อันตราย แต่ลักษณะของฝังกลบไม่ได้เป็นไปตามข้อกำหนด ทั้งเรื่องของกลิ่น มามีใบอนุญาตจริงๆ ปี 50 – 51 แต่เอาเข้าจริงไม่ได้มีระบบในการบำบัด เครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน หมายความว่าสุดท้ายแล้วไปรับขยะมาแต่ไม่ได้บำบัด เอามาทิ้งเฉยๆ มีการทิ้งน้ำมันลงในแม่น้ำ ส่งผลเสียต่อชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรม ชาวบ้านเลยต้องมาคุยกันเพื่อร้องเรียน” คุณจรเล่า

และเล่าต่อว่า “เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมคนหนึ่ง อยู่สำนักจัดการน้ำ เขาใช้อำนาจหน้าที่ที่มีโดยตรงอยู่แล้ว มาขออนุญาตเปิดโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเขาเอง คือบริษัทฟิวชั่น เป็นบริษัทรีไซเคิลน้ำมันเครื่อง ซึ่งเรามาตรวจพื้นที่เขา แล้วพบว่าปนเปื้อนสารพิษ การตรวจทำให้ผม และชาวบ้านอีก 4 คนถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาท เรื่องนี้เราถูกละเมิด แต่เรากลับถูกฟ้องร้อง ดีที่ผลการตัดสินยกฟ้อง ผมจะชี้ให้เห็นว่าการใช้ผลประโยชน์จากอำนาจหน้าที่โดยไม่ทำให้ถูกต้อง ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน”

การทิ้งขยะพิษโดยไม่คำนึงถึงชุมชน และสภาพแวดล้อมของบริษัทฟิวชั่น ซึ่งเปิดโรงงานในพื้นที่ใกล้กับคลองชลประทานเพียง 10 เมตร ทำให้เมื่อปล่อยน้ำเสีย น้ำจะไหลปล่อยลงกรมชลฯ ส่งผลให้น้ำที่เกษตรกรใช้เป็นน้ำที่มีสารตกค้าง มีสารฟีนอล และแคตเมี่ยมที่ก่อให้เกิดอันตราย “ฟิวชั่นอยู่หมู่ 14 ซึ่งปัจจุบันบริษัทนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ รายได้ปี 46 – 47 อยู่แค่หลักหมื่น แต่ปี 56 นี้มีรายได้หลักสิบล้าน

การต่อสู้ของชาวบ้าน ส่งผลให้โรงงานถูกสั่งปิดชั่วคราว พร้อมกับตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบโดยกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีคุณจร อยู่ในคณะกรรมการด้วย การตรวจสอบมีขึ้น 2 ครั้ง และผลการตรวจออกมาว่าโรงงานไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ แต่ชาวบ้านได้ตั้งข้อสังเกตว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นการตรวจในวันหยุดทำการของโรงงาน ส่งผลให้เกิดความไม่ยอมรับผลการตรวจ คุณจร และชาวบ้านถอนตัวจากการเป็นคณะกรรมการ หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณจร รวมถึงผู้ร่วมต่อสู้อีก 4 คนถูกขู่ฆ่า และหนึ่งในนั้นคือผู้ใหญ่จบ หรือนายประจบ เนาวโอภาส น้องชายคุณจร ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยมีบริษัทฟิวชั่นเป็นผู้ต้องหาคดีจ้างวานฆ่า และแม้จะมีคดีความ และผลการตรวจครั้งล่าสุดของชาวบ้านเมื่อปี 2555 ยังพบสารฟีนอล กับสารแคตเมี่ยม แต่ปัจจุบันโรงงานยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ

สำหรับกรณีของบริษัท KSD รีไซเคิล ที่แม้มีใบอนุญาตแต่กลับไม่มีเครื่องมือในการบำบัด “เราตรวจสอบเครื่องจักร แต่เครื่องจักรไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ เราพบว่ามีหยากไย่ขึ้น ส่วนน้ำเสียจุดหนึ่งที่บ้านหมู่ 7 ถูกปล่อยลงบ่อน้ำทิ้งที่มีพื้นที่ 15 ไร่ ทำให้พื้นที่ตรงนั้นรับสารพิษ ผักตบชวาแห้งไหม้เกรียม ชาวบ้านก็ไม่กล้าใช้น้ำ นอกจากนี้บริษัทนี้ยังมีบ่อทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมอีกจุดที่อยู่ต้นน้ำ ทำให้ของเสียไหลตามน้ำมาที่ห้วยตากน้อย แล้วไหลลงคลองชลประทาน ไหลแจกจ่ายให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะฟาร์มหมู ต้องปิดกิจการกกันไปหลายสิบเจ้า ท้องถิ่น (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ก็พยายามบำบัด แต่ยังไม่ดีพอ เราประสานนักวิชาการมาตรวจสอบ ผลการตรวจผ่านกรมโรงงาน และกรมควบคุมมลพิษ แต่ไม่ผ่านนักวิชาการของเรา” อาจารย์มนัสกล่าว

ปี พ.ศ. 2553 ชาวบ้านเริ่มเกิดผลกระทบหายใจไม่ได้ มีกลิ่นเหม็น ชาวสวนที่อยู่ใกล้บ่อน้ำเสียเริ่มป่วย และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วคนหนึ่ง นอกจากนี้ปี พ.ศ.2556 พบว่ามีระดมขยะมาทิ้ง 5 – 6 คันรถ ปัจจุบันชาวบ้านต้องมาปักหลักนอนใกล้พื้นที่เพื่อขัดขวางการนำขยะมาทิ้งอีก

นอกจากนี้มีกรณีของ อ.มนัส สวัสดี ที่ขุดบ่อในที่ดินของตนเองเพื่อการเกษตร แต่ถูกลักลอบทิ้งของเสีย จึงไปร้องเรียน “ผลจากการร้องเรียน ทำให้ผมถูกเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจสอบกล่าวหาว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับการทิ้งของเสีย ทำให้ถูกดำเนินคดีในข้อหามีวัตถุอันตรายในครอบครอง โทษของมันคือปรับไม่เกินสองแสน จำคุกไม่เกิน 4 ปีไปด้วย ซึ่งผมได้รับการช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิ ทำให้หลุดจากการถูกฟ้องร้อง เมื่อปี 56”

ช่วงแรกของการร้องเรียน ชาวบ้านร้องเรียนไปเรื่อย หน่วยงานไหนที่คิดว่าเกี่ยวข้อง ก็เข้าไปร้องเรียนทั้งหมด แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา “จนกระทั่งปี 55 พวกเราจับรถขนน้ำเสียของบริษัท KSD ได้แล้วก็ไปร้องเรียนปัญหา จนเกิดเป็นข่าวครึกโครม ถึงตอนนั้นแหละที่ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันแก้ไข ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ ภาคประชาสังคม หน่วยงานวิขาการที่เกี่ยวข้อง ที่รู้ข่าวเราก็เข้ามาช่วยกัน มีทั้งดีเอสไอมาทำแผนที่ให้สรุปว่ามี 11 จุด เราได้ขึ้นสกายรีพอร์ตของช่อง 3 พร้อมกับดีเอสไอ ทำให้เห็นภาพของการทิ้งของเสีย และการร้องเรียนสำนักนายก ทำให้เกิดการตั้งคณะทำงานขึ้น”

นอกจากนี้ ในวันที่ 30 ส.ค. – 15 ก.ย. 2555 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้ามาช่วยเหลือโดยเก็บตัวอย่างน้ำพร้อมกับทำแผนที่ประกาศจุดที่น้ำมีสารพิษ โดยกำหนดจุดสีแดงเป็นจุดที่ไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ จุดสีส้มอนุโลมให้บริโภคได้แต่ก็ยังเป็นอันตราย และจุดสีเขียวที่อนุโลมให้บริโภคได้ตามมาตรฐานของน้ำบาดาล “ถ้าจะบอกว่าหน่วยงานไหนที่เข้ามาช่วยเหลือเรามากที่สุด สำหรับผมจะนึกถึงกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพราะเป็นหน่วยงานที่ช่วยบรรเทาทุกข์ให้เราได้มีน้ำกินน้ำใช้ โดยการเข้ามาขุดเจาะหาแหล่งน้ำสะอาดให้เรา” คุณจรให้ความเห็น

ในช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีการเข้ามาขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้แนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการใช้เครื่องมือนี้ในการเคลื่อนไหวข้อร้องเรียนที่เดือดร้อน

CHIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพชุมชน หมายถึง การประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยให้คนในชุมชนจัดทำข้อมูลชุมชนด้วยตัวพวกเขาเองซึ่งจะแสดงให้เห็นศักยภาพของพื้นที่ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เพื่อให้รู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อสุขภาวะของพวกเขา และหากจะมีโครงการอะไรในพื้นที่ โครงการนั้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของพวกเขาหรือไม่ อย่างไร โดยการทำข้อมูลนี้จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาของชุมชนด้วยตัวชุมชนเอง (ที่มา: http://ilaw.or.th)

“CHIA หลักๆ เป็นเครื่องมือในการทำระบบข้อมูล และความรู้ โดยนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทำให้เราเห็นภาพปัญหา และการแก้ไขชาวบ้านสามารถนำข้อมูลไปขับเคลื่อนต่อได้ เครื่องมือนี้ใช้ได้ผลดีมากๆ กับการแก้ปัญหาในตำบลหนองแหนของเรา สามารถเอาข้อมูลไปอ้างอิงศาล เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้” คุณจรกล่าวให้ความเห็นโดยอธิบายกระบวนการทำ CHIA ในตำบล

กลไกการดำเนินงานในประเด็นขยะพิษ หนองแหน มีนักวิชาการที่เข้ามามีบทบาทในการทำงานประกอบไปด้วยนักวิชาการด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยนเรศวร นักวิชาการวิเคราะห์น้ำ และอากาศจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้มีนักวิชาการอิสระเป็นผู้ประสานเชื่อมโยงข้อมูลกันในเครือข่าย และหนุนเสริมกระบวนการทำงาน โดยนักวิชาการเหล่านี้จะเข้ามาเก็บข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสืบค้นว่าแต่ละหน่วยงานได้ทำอะไรบ้าง เช่น กรมโรงงานทำอะไร สิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษทำอะไร เพื่อเป็นการสืบค้นข้อมูลที่มีอยู่เดิม พร้อมกับรวบรวมปัญหาของชาวบ้านมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน โดยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จะทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมโดยการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ฯลฯ เพื่อนำไปตรวจสอบ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการศึกษา และทดลองวิธีการแก้ปัญหา การบำบัดฟื้นฟู พร้อมกับวัดผลการทดลองก่อนนำไปใช้จริงในพื้นที่ ในขณะเดียวกันการศึกษาภาคชุมชน ได้มีการทำแผนที่ชุมชน แสดงจุดที่เป็นปัญหาเพื่อแสดงภาพให้ชัดเจน และสามารถสื่อสารกับสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งจัดเวทีเสวนาสื่อสารสร้างความรู้ และนำเสนอข้อมูลให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนในพื้นที่ได้เห็นข้อมูลชัดเจน

ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทั้งหมด ได้มีกระบวนการคืนข้อมูลให้กับชุมชนเพื่อนำไปขับเคลื่อนต่อทั้งเพื่อสื่อสารสังคม ชี้แจงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบมีองค์ความรู้ที่ชัดเจนประกอบ และนำมาวางแผนการฟื้นฟูได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้ข้อมูลสนับสนุนเพื่อให้ศาลเห็นภาพของปัญหา และผลกระทบได้ชัดเจน นำไปสู่ผลทางคดี

ล่าสุดการขับเคลื่อนของชาวบ้านตำบลหนองแหนเป็นการสู้กันแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชนจากการสื่อสารให้สังคมภายในรับรู้ในวงกว้าง รวมทั้งเกิดการสนับสนุนการขับเคลื่อนจากภายนอกทั้งจากสาธารณสุขจังหวัด อบต.หนองแหน ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ สิ่งแวดล้อมภาค สิ่งแวดล้อมจังหวัด กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งแวดล้อมจังหวัดฉะเชิงเทรา สภอ.หนองแหน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม รวมถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยในเร็วๆ นี้มีข่าวดีว่าหลังจากการทดลองเสร็จสิ้น นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดทำโครงการเพื่อการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งขณะนี้ระบบพร้อมใช้งานแล้ว อยู่ในระหว่างรอการติดตั้ง ส่วนการตรวจสอบการปนเปื้อนในภาพรวมเริ่มมีน้อยลง สำหรับประเด็นกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้โครงการยุติธรรมสิ่งแวดล้อมได้เข้ามาช่วยเหลือในการดำเนินการฟ้องร้องบริษัทอาร์เจ ซึ่งเป็นบริษัทที่ส่งของเสียให้กับบริษัท KSD พร้อมกับบริษัท KSD โดยชาวบ้าน 112 รายในคดีสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงิน 48 ล้าน และเตรียมดำเนินคดีกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในฐานะต้นทางในการให้ใบอนุญาต โดยจะทำการแจ้งให้กรมโรงงานฯ ทราบก่อนเป็นเวลา 90 วันก่อนการฟ้องร้อง และหลังจากดำเนินการในคดีสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการทางกฎหมายต่อในศาลแพ่ง ต่อด้วยศาลอาญา

อย่างไรก็ดี การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป การแก้ไขปัญหายังไม่จบ และแม้จะมีหลายภาคส่วนเข้ามาสนับสนุนการต่อสู้ของชาวบ้านอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังน่าเป็นห่วง บริษัททั้งสามแห่งยังคงสามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติ ชาวบ้านที่ต่อสู้อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ยังถูกขู่เอาชีวิตอย่างต่อเนื่อง และการต่อเนื่องนั้นผู้ถูกหมายชีวิต ยังคงเดินหน้าสู้ต่อไป ล่าสุดจะมีการจัดงานพระราชทานเพลิงศพผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส โดยภายในงานจะมีการเปิดวงเสวนา “การเสียชีวิตของ ผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส กับการแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายในประเทศไทย” ที่จัดโดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ท่านใดสนใจรับฟัง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมสู้ไปด้วยกัน เจ้าภาพขอเรียนเชิญ

Download เอกสารที่เกี่ยวข้อง

IMG_4336  IMG_4338

IMG_4339

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook