BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

บอกเล่า๙สิบ มาทำ “ธรรมนูญสุขภาวะโรงเรียนเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา” กันเถอะ

พบกับคอลัมน์ประจำ บอกเล่า๙สิบ โดย จิ๊กกะดี้ เตชิต ชาวบางพรหม คนรุ่นใหม่ไฟแรง จากสำนักสนับสนุนปฏิบัติการพื้นที่ จะมาเล่าเรื่องราวการทำงานในพื้นที่ ที่สะท้อน เทคนิค กระบวนการ และสถานการณ์การขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม จากมุมมองของ SO:Synergy Officer ที่ต้องทำมากกว่าการประสานงานพื้นที่

บอกเล่า๙สิบ มาทำ “ธรรมนูญสุขภาวะโรงเรียนเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา” กันเถอะ

“อย่าทำยาก ทำแบบเจ็ก เล็กไปใหญ่”

อาจารย์หมออำพล ได้แนะนำหลักการสำคัญก่อนที่ ทีมของเราจะลงไปพื้นที่นี้ ในวันที่ 4 ธ.ค. 57 พี่พงษ์ พี่โต และผม พบปะ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในจังหวัดราชบุรีทั้ง 2 เขต แต้มต่อของที่นี้ด้วย ที่มีเกลอเก่า ของ สช. คือ ผอ.อธิวัฒน์ พันธ์ประชา ผอ.สพป.รบ.2 ที่พึงย้ายมาได้ราว เดือนกว่าๆ และกำลังอยู่ในช่วงให้ทิศทางนโยบายในการทำงานของโรงเรียน ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้กำกับของเขต จำนวน 343 โรงเรียน ในวงหารือ 11 คน ประกอบด้วย รอง ผอ.สพป.รบ, ศึกษานิเทศก์, หัวหน้ากลุ่มงาน, แกนสมัชชาสุขภาพ นพ.พนัส พฤกษ์สุนันท์ และเลขา เราใช้เวลาร่วมกันตั้งแต่ 10.00-13.00 น. ในการพูดคุย และรับประทานอาหาร ชี้เป้าหมาย 80 โรงเรียน ใน 2 เขตพื้นที่การศึกษา

ตอนหนึ่งจากบล็อกของพี่โต วิสุทธิ บุญญะโสภิต มีใจความว่า “…ผมนั่งทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมที่ผ่านไปเมื่อสักครู่ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญอย่างน้อย ๒ ประการ ที่เกิดข้อสรุปที่สร้างสรรค์ในวันนี้

ประการที่หนึ่ง คือ บทบาทของ ผอ.สพป. มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจที่จะจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน” ครั้งนี้ ซึ่งผมทราบภายหลังว่าสามารถที่จะให้คุณให้โทษกับโรงเรียนต่าง ๆ ได้มาก เพราะทางกระทรวงได้มอบอำนาจมาให้ฉะนั้น จุดคานงัดสำคัญของการพัฒนาโรงเรียนจึงไม่สามารถมองข้ามบุคคลที่ทำหน้าที่ ผอ.สพป. ไปได้

ประการที่สอง คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง อย่างกรณีนี้ ตัว ผอ.สพป.เองเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่อง “ธรรมนูญสุขภาพ” อยู่ในระดับดี ทั้งจากการซึมซับงานในช่วง ๒ ปีก่อน ที่เคยเข้าไปเป็นคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และจากลูกชายที่ทำงานที่ทำงานที่ สช. และเป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้

ฉะนั้น จุดคานงัดอีกประการหนึ่งคือการสร้างการเรียนรู้ต่อบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอาจจะใช้คนใกล้ชิดเป็นสะพานเชื่อมก็ถือเป็นยุทธวิธีที่น่านำใช้ก็คงเป็นอีกงานหนึ่งที่ท้าทายสำหรับคนทำงานทุกคน สำหรับการสรรค์สร้าง “นวัตกรรม” ในระบบการศึกษาไทยที่มีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบสุขภาพครั้งนี้สำหรับผมเองขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนและหวังว่าอีกไม่นานที่จังหวัดราชบุรีแห่งนี้ จะเกิด “ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน” ในหลายโรงเรียน และนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีของเยาวชนคนราชบุรีในไม่ช้านี้”

หลังจากนั้นมีการประสานงานระหว่าง สช. และ สพป. โดย เขต 2 (ผอ.อธิวัฒน์) จะเดินหน้าไปก่อน โดย เขตได้จัดสรรงบประมาณ 600,000 บาทพร้อมกับ จ้าง คนเกาะติด 1 คน คือ จุฑามาศ แพงเวียง (เด็กนครปฐมโมเดล รุ่น 1 ) ในการสนับสนุนกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการพัฒนา ธรรมนูญสุขภาวะโรงเรียน ระบุการเชิญโรงเรียนที่มีทุนเดิมไว้ 57 โรงเรียน เข้าร่วมกระบวนการทำความเข้าใจและพัฒนา ในวันที่ 23 มกราคม 2557 รวม 80 คน ทั้ง ศน. และ ผอ.รร.

ผมได้หารือเรื่องนี้กับพี่พงษ์ 3 ครั้งครับ เราค่อนข้างวิตกกังวล กลในการทำงานกับ ผู้บริหาร ระดับ 8 ระดับ 9 ทั้งหลาย จึงสรุปว่า เอาก็เอาว่ะ เราจะใช้กระบวนการ world cafe ในการจัดเวทีครั้งนี้

23 มกราคม 2557 เหตุเกิด ณ ห้องประชุมชั้น 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 ผู้เข้าร่วม 80 คนโดยประมาณ เอกสารที่เราแจกในครั้งนี้ไม่เยอะครับ มีเพียง ไดอารี่,เรื่องเล่าพี่โต เก็บเล็กประสมน้อย ในบล็อก, กำหนดการ เพียงเท่านี้ ส่วนแนวทางการจัดทำไปดีไซน์ กันข้างหน้างานครับ เพื่อให้ผู้บริหาร หรือผู้เข้าร่วม พัฒนาและลงมือปฏิบัติกันเอง

ก่อนหน้างาน(๒๒ ม.ค. ๒๕๕๗) ผม ได้แว็บ!!! จากงาน DxD ที่ อัมพวา ช่วง 10.00 – 12.00 น. มาจัดสถานที่ โดย แบ่งห้องออกเป็น 2 โซน โซนแรกช่วงเริ่มตัน จัดแบบครึ่งวงกลมไม่มีโต๊ะ ใดๆ ไม่ให้เป็นทางการ พิธีเปิดก็เรียบง่ายจับไมค์พูดคุยได้เลย โดย ผอ.อธิวัฒน์ เกริ่น สั่นๆว่า “ผมขอเปิดการประชุมครับ” เสียงปรบมือกราวๆ เชียวครับ หลังจากนั้น ก็ได้เปิดวิดีทัศน์ ธรรมนูญสุขภาพเฉพาะพื้นที่ (input) เพื่อจั่วหัวเรื่องและสร้างความเข้าใจ

พื้นที่โซนที่ 2 พี่พงษ์เป็นผู้นำในกระบวนการ world cafe อธิบายหลักการสำคัญและวิธีการ แบ่งเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 7-10 คน เลือก คุณเอื้อและคุณลิขิต ในการดำเนินการภายในกลุ่ม โดยคำนึงถึงลักษณะภูมินิเวศน์อำเภอ แบ่งดังนี้ 1.โพธาราม 1,2,3 2.บ้านโป่ง 1,2 3.ดำเนินสะดวก 4.บางแพ โดยผ่านกระบวนการกลุ่ม จากโจทย์ 3 ข้อดังนี้

  1.  สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนขอวเราในอนาคตอีก 5 ปี ข้างหน้า เป็นอย่างไร (เช็คทุนเดิม)
  2. กระบวนการที่จะไปถึง มีวิธีอย่างไร(แผนงานกิจกรรม)
  3. ข้อเสนอแนะ (new idea)

โดยใช้เวลาตั้งแต่ 10.30-11.45 น. และเข้าสู่กระบวนการผึ้งแตกรัง โดยมี host ประจำกลุ่ม หรือเจ้าของร้านกาแฟ ค่อยอธิบาย การพูดคุยต่างๆ

13.00 น. ก่อนที่จะเริ่มแลกเปลี่ยนวงใหญ่ เพื่อประสานความคิดเห็น ผมได้อาสาในวงกลาง ฝึกกำลังภายใน จัดการลมปราณ เพื่อดึงความตื่นตัว…ตื่นตัว…สนใจ…สนใจ ให้กลับมา สดชื่นหลังทานอาหารกลางวันอีกครั้ง โดยแต่ละกลุ่มจะต้องนำเสนอภาพรวมการแลกเปลี่ยนในภายกลุ่ม

สิ้นสุดการแลกเปลี่ยน ผอ.อธิวัฒน์ เติมเต็มคุณค่า เน้นย้ำเรื่องสำคัญๆ และพี่จารึก ทำหน้าที่ ถ่ายภาพ ยกบอร์ด พิธีกร วิทยากร และกระบวนการ ครับ ได้เติม ตัวอย่างของการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ ให้ฟัง ว่าไม่ยากอย่างที่คิด และต่อด้วยโจทย์ ที่ 4.ลองวางแผนงานที่จะไปต่อ จะไปอย่างไร โดยพี่พงษ์ ยกร่างโครงสร้างตารางมาให้ครับ และ โดยเลือกกิจกรรมที่ต้องคิดก่อนคือ

  • กิจกรรม
  • ปริมาณงาน
  • ระยะเวลา
  • ผู้รับผิดชอบ

แบ่งการคิดเป็นรายโรงเรียน เพื่อกลับไปทำต่อ เวลาเพียงซักครู่เรา Coffee brake เมื่อกลับมา ชมสิ่งที่น่าสนใจซักพักหนึ่งในเรื่อง เสียงกู่จากครูใหญ่ เป็นภาพยนตร์เกาหลี เรื่องมีอยู่ว่า ครูใหญ่คนหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปสอนหนังสือที่หมู่บ้านทุรกันดาร ครูใหญ่ได้ เดินทางไปกับรถโดยสารเก่าๆ บนเส้นทางที่แสนจะธุระกันดาร จนกระทั่งถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งมีภารโรงไปคอยรับ แต่เมื่อเห็นสภาพการแต่งตัวของครูใหญ่ก็ไม่เชื่อถือ และไม่ช่วยครูใหญ่ถือสัมภาระอันหนักอึ้งซึ่งต้องแบกเดินข้ามภูเขา แต่เมื่อเดินทางไปด้วยกันได้พูดคุยกับครูใหญ่ก็เริ่มศรัทธาและช่วยเหลือครูใหญ่ เมื่อไปถึงโรงเรียนครูใหญ่ก็เดินสำรวจ ทักทายนักเรียน และประชุมครู กำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนนั่นคือ “การทำงานหนักเป็นดอกไม้งามของชีวิต” ครูใหญ่ลงมือทำงานทุกอย่างด้วยตนเอง โดยมุ่งมั่นพัฒนาโรงเรียน ชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มุ่งมั่นตั้งใจสร้างโรงเรียนโดยประชุมคนในหมู่บ้านเพื่อแจ้งให้ทราบถึงความตั้งใจในการสร้างโรงเรียนเพื่อให้มีห้องเรียนเพิ่มขึ้น เพียงพอต่อความต้องการและมีอุปกรณ์การเรียนที่พร้อมเรียน ให้ลูกหลานในหมู่บ้านมีการศึกษาที่ดีขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชน ในช่วงแรกๆ ครูใหญ่ก็ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่นและตั้งใจพัฒนาอย่างแท้จริง และได้ลงมือกระทำโดยไม่รอขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด จนในที่สุดครูใหญ่ก็ได้รับการยอมรับ ผู้คนในชุมชนเชื่อมั่นและศรัทธาครูใหญ่ และทุกฝ่ายก็ร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลืองาน และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เด็กที่เคยไปเรียนไกลๆ ก็กลับมาเรียนยังโรงเรียนแห่งนี้มากขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งข่าวการเป็นนักพัฒนาตัวอย่างที่สามารถทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีจากการดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ได้แนวคิดในการทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาคือ การพัฒนาต้องมีวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างแน่วแน่ มีเป้าหมายชัดเจนว่าทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วเกิดประโยชน์กับใครบ้าง ส่งผลต่ออนาคตอย่างไร และประเด็นสำคัญต้องไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ทำให้ดูอยู่ให้เห็น ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี การมีส่วนร่วม การสร้างจิตสาธารณะให้เกิดในตัวของทุกคน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดความรู้สึกหวงแหน สร้างความสามัคคี สร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในตัวแล้วความศรัทธาจะตามมา มีภาวะความเป็นผู้นำ มีกลยุทธ์ ยุทธวิธี ในการทำกิจกรรมให้เกิดความสำเร็จ และเน้นทำงานเพื่อชุมชนและสังคม มุ่งพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน…

เมื่อจบ ก็เริ่มกระบวนการแลกเปลี่ยนแบบ Random 2 ท่าน ก่อนปิดเวที เรามีการนัดหมายกัน อีกครั้งในวันที่ 17 มีนาคม 2556 กลุ่มเป้าหมาย มี ผู้บริหาร ครูน้อย ผู้แทนสภานักเรียน ผู้นำชุมชน รพ.สต. ในชุมชน ประมาณ 5-6 คน โดยมีการหารือและทำการสำรวจข้อมูลในเบื้องต้นมาแล้ว เรียกว่า วิจัยชุมชน ซึ่งครั้งต่อไปนี้จะมีผู้เข้าร่วมราว 350-400 คน ที่จะต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูล แผนการทำงานและกลับมาแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่ง

“After Action Review”

ประมาณ 10 คน 2 คำถาม

1. เราพบอะไร สรุปรวมๆ ได้ดังนี้

ชวนแรกค่อนข้างกังวลว่า ผู้บริหารจะเอาด้วยมั้ย ไม่ให้ความร่วมมือ แต่พอกระบวนกรแน่น มีวิธีการ มีข้อมูล มีกระบวนการชัดเจน ทำให้ผู้บริหารอยู่และเอาใจใส่ กระบวนการนี้จะช่วยให้นักเรียนและครูได้ประโยชน์ ถ้าทำอย่างเป็นระบบ และสร้างคุณค่าร่วมกัน การจัดตั้งเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญ ในการดึงความร่วมมือ หรือ Empowerment ในการทำงาน จะมีขั้นตอนมี”การสนับสนุนแบบมีส่วนร่วม”ตามลำดับ จุดคานงัดที่สำคัญคือ ประโยชน์เพื่อนักเรียน ธรรมนูญสุขภาวะโรงเรียน ต้องทำให้นักเรียนมีความสุข ไม่ครูหรือผู้บริหารมีความสุข จะทำให้ประสบความสำเร็จจริง และสิ่งสุดท้ายคือ ทีม ของเขต ที่จะต้องวางแผนติดตาม ให้การสนับสนุน อย่างเปิดกว้าง ไม่ใช่ฐานะผู้บังคับบัญชา

2. เราเรียนรู้อะไร สรุปรวมๆ ได้ดังนี้

การประชุมเชิงปฏิบัติการ ที่พึงจบไป คือจุดเริ่มตันของการทำงาน และกระบวนการ KM จะช่วยให้เราจัดการข้อมูลสนับสนุนการทำงานได้ ความศรัทธา คือ ความไว้วางใจ เมื่อผู้บริหาร เช่น ผอ.เขต ให้ความสนใจ จนเสร็จสิ้นกระบวนการ ทำให้ความเชื่อ เกิดขึ้น ปรากฏการณ์ที่เห็นคือ ไม่มีใครกลับก่อน หรือ ออกจากห้องประชุมเลย อยู่จนครบถ้วนกระบวนการ จนทำให้เข้าใจในกระบวนการ

 

สรุปสาระโดย จิ๊กกะดี้

เขียนเสร็จที่ TG 113 seat 48A

 

Check Also

เครือข่ายกลุ่มเฝ้าระวังผิวน้ำดิน 3 อำเภอ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ดึงทุกภาคส่วนฟื้นฟูแหล่งน้ำผิวดิน ทั้ง”ภาคครัวเรือนเกษตรและอุตสาหกรรม”

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม บนพื้นฐานทางปัญญา” คณะกรรมการสมัชชาสุขภาพ จังหวัดระยอง” วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561 ผู้เข้าร่วม จากภาคส่วนต่างๆ ชุมชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook