BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

ก่อนจะผ่านเลยไป ตอนที่ ๑ “อยากให้มองเลยให้ครบ ๓๖๐ องศา”

ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ “มติเลย” และ คุณ “คนของแผ่นดิน” ที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย เอื้อเฟื้อต้นฉบับคอลัมน์ “ก่อนจะผ่านเลยไป” เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ มุมมอง การทำงานพัฒนา การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในจังหวัดเลยและพื้นที่ใกล้เคียง ทางเว็บไซต์จะได้นำ “ก่อนจะผ่านเลยไป” มาเผยแพร่ให้ทุกท่านได้อ่านและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะครับ

ตอนที่ ๑ “อยากให้มองเลยให้ครบ ๓๖๐ องศา”

ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณผู้บริหารหนังสือพิมพ์มติเลย ที่เปิดโอกาสให้ผมได้เขียนเรื่องราวอันเกิดจากประสบการณ์การทำงานในฐานะ “นักพัฒนาอิสระ” ที่ทำงานด้านการพัฒนามากว่า ๒๐ ปี ลงในหน้าหนังสือพิมพ์อันทรงคุณค่าฉบับนี้  รวมทั้งอยากเรียนให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจว่า ข้อเขียนจากนี้ไป “ไม่ต้องการที่จะไปก่อให้เกิดความเสียหายกับใครหรือหน่วยงานใด”ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการให้ “เป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบทเรียนร่วมกัน”ระหว่างผู้อ่าน ผู้ที่สนใจและผู้เขียน

บางท่านอาจมีคำถามว่า ทำไมจึงใช้ชื่อคอลัมน์ว่า“ก่อนจะผ่านเลยไป” ซึ่งโดยความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากมาย  เพียงอยากจะพูดกันตรง ๆ บอกกันตรง ๆ คุยกันแบบเปิดเผย ไม่มีการปิดบังอำพราง เพราะการแลกเปลี่ยนหรือพูดคุย  อันจะนำไปสู่การสร้างปัญญา สามารถคิดได้ ทำเป็น จะต้องใช้ข้อมูลหรือสิ่งที่มีพิสูจน์แล้วว่า “เป็นจริง” มานำเสนอ  ส่วนความหมายของคำว่า “ก่อนจะผ่านเลยไป” ก็มีคำอธิบายในตัวของมันเองแล้วว่า “ต้องคิดและต้องทบทวนสิ่งที่ผ่านมาให้ดี ๆ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรหรือทำสิ่งใดลงไป” เพราะการทบทวนก็คือ…การหันกลับไปดูงานหรือสิ่งที่เราทำผ่านมา  จะทำให้เรารู้ว่า “โอกาส ปัจจัย จุดอ่อน จุดแข็ง”นั้นเป็นอย่างไร?   ไม่ใช่ “ทำตะพึดตะพือ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ” และสิ่งที่อยากเน้นย้ำก็คือ การได้กลับไปทบทวนจะทำให้เราเกิดความเข้าใจคำว่า “การมีส่วนร่วม” เพราะนี่คือ การเคารพสิทธิและความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันตามที่กฏหมายรัฐธรรมนูญรับรอง  หมดสมัยที่จะใช้คำว่า “ข้าเก่งคนเดียว” ทั้งนี้เนื่องจากบริบทและกาลเวลามันได้เปลี่ยนไปแล้ว

ในขณะเดียวกัน  อยากบอกว่า “ก่อนจะผ่านเลยไป” เป็นการตั้งคำถามกับคนเมืองเลย รวมทั้งคนที่มาอาศัยเมืองเลยทำมาหากิน ให้ได้ลองคิดหรือกลับมาทบทวนซักนิดว่า “เราเคยร่วมกันกำหนดอนาคตตัวเองและลูกหลาน ตามที่อยากเห็นและอยากให้เป็นสักครั้งบ้างมั๊ย” แม้ว่าบางท่านอาจแย้งว่า “ข้าพเจ้ามาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว”ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ ท่านก็ใช้ชีวิตที่เมืองเลยไม่น้อยกว่า ๒ ปีอย่างแน่นอน รวมทั้งอยากให้คิดซะว่า “ทำเพื่อบ้านเกิด และเมืองนอน”ก็แล้วกัน

“พวกเราไม่เคยมีโอกาสคิดและทำอย่างที่คิดเลยซักครั้งเดียว” แม้ว่าจะไม่มีใครตอบคำถามดังกล่าวข้างต้น  ผมก็รู้ว่าท่านต้องตอบคำนี้ เพราะอะไร ?  เพราะที่ผ่านมา…….มีคน ๒ ประเภทที่หาญกล้ามารับอาสาเรา มาไหว้วอนเรา เพื่อขอเป็นผู้ที่ทำหน้าที่แทนให้เรา คนประเภทแรกนี้ก็คือ คนที่มาทำหน้าที่ในการบริหารราชการที่จังหวัดเลย คนกลุ่มนี้เราเรียกว่า “ข้าราชการ” สังกัดกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในทุกระดับ โดยการันตีว่า “เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจอุปนิสัยและความต้องการของคนเมืองเลยเป็นอย่างดี” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีคำขวัญที่โก้หรูติดตัวมาด้วย แต่ไม่สามารถทำให้ชีวิตของคนเมืองเลยเป็นไปตามคำพูดได้เลยซักครั้งเดียว คงไม่ต้องยกตัวอย่างมาประกอบ ท่านผู้อ่านก็คงนึกได้  กลุ่มประเภทที่สองคือ นักการเมือง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น  ตอนอยากเป็นก็จะกราบไหว้วิงวอน พูดจาไพเราะเสนาะหู ตีสนิทราวกับรู้จักคุ้นเคยกับเรา แต่พอคนพวกนี้ได้เป็นกลับทำตัวลึกลับ หายเข้ากลีบเมฆ แถมยังเพิกเฉย ไม่สนใจใยดี เมื่อเราทวงถาม…. แถมยังมีวิธีการที่หลากหลายรูปแบบมาทำให้เราต้องง้องอน เป็นแบบนี้มาชั่วนาตาปี

บทเรียนเหล่านี้…เราไม่เคยจดจำ….ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?…. แต่ก็ช่างมันเถอะ….เพราะผมคิดว่าเราไม่ควรไปเสียเวลา ค้นหาคำตอบกันอีกแล้ว เพราะคนประเภทแรก เค๊าไม่สามารถจัดการปัญหาที่มันรุมเร้าคนเมืองเลยได้หรอก จะสังเกตได้จากการที่เราทวงถามก็มักจะได้ยินแต่พูดที่ว่า “เดี๋ยวผมจะตรวจสอบว่าเป็นบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานใด” เพียงคำพูดเท่านี้ เราก็รู้แล้วว่าบทบาทหน้าที่ของเค๊า “ไม่ต่างจากบุรุษไปรษณีย์” ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านสิ่งที่เราฝากไปยังผู้มีอำนาจเท่านั้น ส่วนกลุ่มคนประเภทที่สอง  เค๊าเป็นกลุ่มคนประเภทที่มัก “จดจำอะไรไม่ค่อยจะได้ อาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีบทบาทอะไรกันแน่”

ข้อเสนอของผมก็คือ “เราต้องมีหน้าที่ในการกำหนดอนาคตของเราและลูกหลานร่วมกัน”  ในเมื่อทุกวันนี้คนรุ่นเราก็มีชีวิตที่ลำบากยากแค้น มันถึงทางตัน ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าร่อยหรอหมดลงไปทุกวัน ผู้คนแย่งกันกินแย่งกันใช้ เอารัดเอาเปรียบ สังคมวุ่นวาย ลูกหลานทำอะไรไม่เป็น วัน ๆ มีแต่แบมือขอเงิน !!!  ทางออกของ“คนเมืองเลย” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจผู้ประกอบการ ข้าราชการยุคใหม่ ข้าราชการบำนาญ กลุ่มพลังต่าง ๆ ผู้นำชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่ม อสม. ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกร คนหาเช้ากินค่ำ ลูกหลานเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะต้องลุกขึ้นมา “ร่วมกันทำหน้าที่ในฐานะพลเมือง” ที่เรียกว่า“จัดการด้วยตัวเอง” ทั้งในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สุขภาพ วิถีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ความชอบธรรมตามที่กฎหมายหลายฉบับได้รับรองสิทธิเอาไว้  ไม่เช่นนั้นลูกหลานที่จะเป็นอนาคตของเรา เค๊าจะใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตาม….เราจะต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่ผ่านมาซะก่อนว่า เรามีต้นทุนอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง และจะใช้ข้อมูลอะไรในการชักชวนกันมาพูดมาคุย คุยกันแบบไหนจึงเกิดการสร้างสรรค์ ใครจะรับบทบาทหรือทำหน้าที่อะไรกันบ้าง เราคงไม่ปล่อยหรือมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบเพียงลำพัง เราจะต้องรอบคอบ มองให้รอบทิศรอบตัว ต้องค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ และค่อย ๆ ขับเคลื่อน เราไม่ควรจินตนาการ แต่เราจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากหลาย ๆ แหล่งมาวางบนโต๊ะ เพื่อให้ทุกคนได้วิเคราะห์ สังเคราะห์ เติมเต็มส่วนที่บกพร่อง เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และครบถ้วน อย่างน้อยก็เป็นในระดับที่ยอมรับร่วมกันได้ ซึ่งผมขออนุญาตเรียกว่า “มองเลยให้ครบ ๓๖๐ องศา” ส่วนจะมองอย่างไร จึงจะเรียกว่า “มองเลยให้ครบ ๓๖๐ องศา” เอาไว้ฉบับหน้าค่อยติดตามต่อไปนะครับ…..

โดย……คนของแผ่นดิน

หนังสือพิมพ์ มติเลย

ภาพประกอบจาก http://junglomsala.blogspot.com/2012/12/blog-post.html

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook