BIGtheme.net http://bigtheme.net/ecommerce/opencart OpenCart Templates

รู้จักสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น/พื้นที่ ผ่านปากคำ “พี่พงษ์” สุทธิพงษ์ วสุโสภาพล ในนามพ่อบ้านแห่งสำนักสนับสนุนปฏิบัติการพื้นที่ สช.

ไขความคิดคุณสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนปฏิบัติการพื้นที่ (สปพ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะพ่อบ้านที่ยืนอยู่ และมองเห็นความเป็นไปของกระบวนการสมัชชาเฉพาะพื้นที่/ประเด็น…คิด นิยาม สร้างจุดยืน หรือหลักการอย่างไรในเส้นทางเพื่อสุขภาวะของคนในพื้นที่

สมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่จะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีได้จริงหรือ
กระบวนการหนุนนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างสุขภาพมีหลายวิธี ที่เราทำถือเป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งความจริงต้องมีหลายกระบวนการมาร่วมกันผลักดัน เราเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ให้โอกาสกับสังคมในการพัฒนานโยบายร่วมกัน นอกจากนี้การพัฒนาแบบแนวดิ่ง เน้นการสั่งการ การมอบหมายก็เป็นวิธีหนึ่ง ขณะเดียวกันคนที่ทำแนวดิ่งก็อาจจะมาร่วมกันกับรูปแบบนี้ด้วย ทำให้สังคมมีทางเลือกมากขึ้น เราทำเครื่องมือของเรา ใครจะทำเครื่องมือแบบไหนก็เอามารวมกัน แต่ทั้งหมดนั้นจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในพื้นที่
เชื่อว่ากระบวนการแนวราบจะช่วยทำให้เกิดความเข็มแข็ง และความต่อเนื่องได้ดี เพราะว่าคนที่เสนอ ขับเคลื่อนคือคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ถึงแม้มันจะเปลี่ยนแปลง แต่กระบวนการจะยังอยู่ เพราะฉะนั้นยังไปต่อเนื่องได้

กระบวนการสมัชชาพื้นที่/ประเด็นเป็นอย่างไร
มีการประกอบเครื่องขององค์กรในพื้นที่เป็นคณะกรรมการอยู่ 3 ภาคส่วน เพื่อสร้างกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ผ่านการใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัด (Provincial Health Assembly: PHA) นั่นคือหน่วยเลขานุการกิจ คณะทำงานบริหารสมัชชา และคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัด (คจ.สจ.) กลไกการทำงานก็คือ หน่วยเลขานุการกิจสมัชชาสุขภาพ จะเป็นหน่วยกำกับดูแลกระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัดทั้งหมด โดยที่หน่วยเลขาฯ จะมีคณะทำงานบริหารสมัชชาคอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และกำกับทิศทางให้กับหน่วยเลขานุการกิจ เมื่อมีการประชุม หน่วยเลขาจะจัดเตรียมระเบียบวาระการประชุมให้กับ คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัด หรือ คจ.สจ. ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ โดยที่หน่วยเลขาจะต้องชงวาระการประชุมให้กับคณะกรรมการชุดนี้ นี่คือรูปแบบการขับเคลื่อนที่ใช้อยู่ในขณะนี้

กระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะต้องเริ่มต้น และขับเคลื่อนอย่างไร
ต้องทำ 2 ส่วนคือ สร้างกระบวนการนโยบาย (Process) และประเด็นนโยบาย ในจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเราต้องคุยเรื่องการทำกระบวนการนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมาเราเน้นเรื่องนี้ โดยเริ่มที่กลไก ด้วยการสร้างความเข้าใจ สร้างการยอมรับ ให้เกิดการมีส่วนร่วม กระทั่งออกมาเป็นคณะทำงาน แต่ยังไม่ลงไปถึงว่าจะพัฒนาประเด็นอะไร จนกว่ากลไกจะพร้อม พอกลไกพร้อมจึงเปิดรับประเด็น แล้วให้กลไกเดินหน้า ยกตัวอย่าง จังหวัดลำปาง เกิดกลไกการทำงานด้วยการส่งจดหมายเวียนไปทั่วจังหวัด เพื่อเปิดรับประเด็นว่าอะไรคือประเด็นสำคัญในการพัฒนานโยบายสาธารณะของจังหวัด ผ่านช่องทางการสื่อสาร ที่มีทั้งเครือข่ายทางสังคมอย่าง Facebook ผ่านสถานีวิทยุ ผ่านเวทีประชุมต่างๆ ที่เสนอเข้ามา แล้วรวมรวบกลั่นกรอง จนตัดสินใจเคาะออกมาเป็นนโยบายสาธารณะร่วมกัน จากข้อเสนอ 11 ข้อ เหลือเพียง 3 ข้อ

ทำอย่างไรที่ไม่ให้นโยบาย เป็นแค่นโยบาย แต่เกิดการขยับในพื้นที่
สิ่งที่ สปพ.ทำก็คือช่วยหนุนพื้นที่สร้างนโยบาย จังหวะที่เราหนุน กระบวนการนโยบายก็จะบอกว่า ถ้าจะทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร แต่ละพื้นที่ก็จะมีการหมุนกลไกขับเคลื่อนภายในจังหวัด เราก็หนุนให้กระบวนการในพื้นที่เกิดตลอดเวลา มีการพัฒนาขาขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งกระบวนการสมัชชาเป็นอำนาจอย่างอ่อน ไม่ใช่อำนาจแนวดิ่ง เป็นกระบวนการแนวราบ ที่สร้างการมีส่วนร่วม สร้างฉันทามติร่วมกัน ต่างกับการใช้อำนาจอย่างเข้มที่จะมีการสั่งการลงมา ใครไม่ทำถือว่ามีความผิด ดังนั้นนโยบายสาธารณะที่เราช่วยกันสร้างขึ้น จึงเป็นมติร่วมกันของหลายภาคส่วนในพื้นที่ ที่ทุกคนได้ร่วมเสนอ เชื่อว่าการมีส่วนร่วมจะทำให้พื้นที่เต็มใจที่จะดำเนินงานตามนโยบายที่วางไว้ เพราะสิ่งเหล่านั้นมาจากความคิดของพื้นที่เอง แต่ก็แล้วแต่ว่าใครจะหยิบเอาแนวคิดไหนไปปฏิบัติต่อ หรือทุกคนล้วนสามารถมาเข้าประชุมแล้วหยิบเอาแนวคิดไปทำเลยก็ได้ แม้แต่ใครควรจะรับผิดชอบงานไหนไป ในพื้นที่ก็จะตกลงกันเอง ซึ่งหลายจังหวัดก็ได้ปรากฏผลว่ามีการเอานโยบายที่ร่วมกันสร้างไปเคลื่อนงานต่อ ทั้งนี้บางข้อเสนอก็ผูกพันกับแผนงานองค์กรเครือข่าย เขาก็หยิบเอาไปทำ ส่วนบางจังหวัดก็บรรจุมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดเลยก็มี

นโยบายจากประชาชนหรือจะสู้นโยบายจากนักวิชาการ
“การทำนโยบายสาธารณะจะทำอย่างไรก็ได้ จะเขียนอย่างไรก็ได้ ทิศทางจะไปทางไหนก็เขียนได้ทั้งนั้น แต่ว่าคนส่วนใหญ่ให้เขียนคำนั้นหรือเปล่า นั่นแหละสิ่งสำคัญอยู่ตรงนี้”
เปรียบเทียบนโยบายสาธารณะเหมือนกับพระพุทธรูป พระที่อยู่โรงหล่อ แทบจะไม่มีความหมายเลย เป็นแค่วัตถุชนิดหนึ่ง แต่ถ้าเป็นพระที่ได้รับการปลุกเสกจากเกจิอาจารย์หลายท่าน มีกระบวนการปลุกเสกสามวันสามคืน พอทำพิธีสำเร็จ ก็จะทำให้พระนั้นเกิดการยอมรับนับถือ มีศรัทธา มีความเชื่อ ไม่กล้าละเมิด เพราะฉะนั้นจึงเสมือนพระเป็นนโยบายสาธารณะ ถ้ามีกระบวนการที่ทำให้ผู้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน เสนอแนะ ผลักดัน ลงฉันทามติ และสุดท้ายมีส่วนร่วมในการนำไปสู่การปฏิบัติ สุดท้ายนโยบายที่ออกมาคนก็จะยอมรับ เข้าใจ เชื่อมั่น ว่ากระบวนการนโยบายที่ออกมานั้นดี และก็จะยอมรับผลที่ได้รับจากนโยบายนั้น แล้วก็จะนำไปสู่การปฏิบัติด้วยใจของเขาเอง มีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องของนโยบายนั้นไปสู่การปฏิบัติได้ แต่ถ้าการทำนโยบายสาธารณะไม่มีกระบวนการเลย คนไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่เคยได้ยิน การยอมรับนับถือ หรือการนำไปสู่การปฏิบัติก็จะไม่เกิดผลมากนัก ดังนั้นการทำนโยบายสาธารณะจะต้องมีกระบวนการที่สร้างการมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่

คนเราความรู้ไม่เท่ากัน คนทำงานใหม่เก่าเข้ามาร่วมวงไม่พร้อมกันจะทำอย่างไร
การทำสมัชชาต้องใช้กระบวนการนำ ไม่ใช้คนนำ เพราะคนขึ้นรถไม่พร้อมกัน บางคนขึ้นต้นทาง บางคนขึ้นกลางทาง บางคนจะเข้าวินอยู่แล้ว อีกคนเพิ่งจะขึ้น คือรู้ไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราใช้กระบวนการนำ กระบวนการจะเป็นตัวผ่าน ในระหว่างต้นทางไปถึงปลายทาง ก็จะมีคนหลากหลายเข้ามาเปลี่ยนผ่าน ลักษณะแบบนี้เรียกว่าความเข้มอ่อนไม่เท่ากัน ความหลากหลายก็ต่างกัน ในมุมนี้ถ้าใช้กระบวนการเป็นตัวเดิน จะไม่เป็นปัญหาอะไรเลย แต่ละคนก็เข้ามาช่วยกันเติมในช่วงเวลาที่ต่างกัน ก็ยังคงเป็นเส้นทางเดิม

เปรียบบทบาท สายสัมพันธ์ ของสปพ.กับพื้นที่ ในกระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะ
อยากให้นึกถึงการรับประทานอาหาร สปพ.ทำหน้าที่จัดเตรียมโต๊ะอาหาร พร้อมอุปกรณ์การปรุงอาหาร อุปกรณ์การกิน มีเครื่องครัว มีช้อน ซ้อม จาน มีวัตถุดิบในการทำอาหาร ส่วนเมนูอาหารก็เป็นเรื่องของพื้นที่ตกลงกันว่าจะปรุงอะไรมากินร่วมกัน จะกินกันกี่อย่าง ใครจะมากินบ้าง กินอย่างไร ก็ตกลงกันในพื้นที่กระบวนการสาธารณะก็เป็นเช่นกัน

งานนี้มีคุณค่าอย่างไร ให้คนทำงานในสำนักสนับสนุนปฏิบัติการพื้นที่(สปพ.) ต้องทุ่มเท
ความจริงงานนี้สำคัญที่คนในพื้นที่ การบันดาล หรือเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่เป้าหมาย พื้นที่ก็สำคัญ เหตุผลแรกเพราะเขาเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ก่อให้เกิดกระบวนการนโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ในการสร้างข้อเสนอที่ตอบโจทย์ในพื้นที่เขาเอง และเป็นพื้นที่สำหรับปฏิบัติการตามข้อเสนอ กระทั่งเกิดเป็นวงจรการขับเคลื่อน 3 ส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง แต่การทำภารกิจนี้เมื่อมีคนทำ ก็ต้องมีคนหนุน และคนทำงานใน สปพ.ก็เป็นฟันเฟืองที่จะช่วยหนุน ซึ่งคนหนุนก็สำคัญ ถ้าไม่มีคนหนุนก็จะทำให้กระบวนการของคนทำอ่อนลงได้ เพราะฉะนั้นในการเสริมความเข้มข้นให้กับคนทำงาน จึงไม่ควรแยกคนสองส่วนนี้ออกจากกัน แต่ควรจะไปด้วยกันเสริมพลังในการขับเคลื่อนร่วมกันในพื้นที่
คนทำงานในสำนักงานเป็นคนทำงานเชื่อมประสาน เอื้ออำนวยกระบวนการนโยบายสาธารณะ (Policy Facilitators) มีบทบาทหน้าที่ ทั้งต้องไปสาน ไปร่วม ไปหนุน ไปแลกเปลี่ยน จัดให้เกิดกระบวนการพูดคุย หารือ แลกเปลี่ยน ตัดสินใจร่วมกัน ฯลฯ  ในขณะเดียวกันก็เป็นนักสานเครือข่าย หลังจากลงพื้นที่แต่ละที่แล้วก็สานเครือข่ายร่วมกัน ประสานข้อมูล การพัฒนาแต่ละแห่ง เราจะไม่ปฏิบัติการ แต่เราจะไปหนุนกระบวนการ แล้วให้เขาเคลื่อนเอง ผ่านกระบวนการ ผ่านคณะกรรมการของเขา ให้แต่ละจังหวัดเคลื่อนเอง และขณะนี้ได้ขับเคลื่อนไปแล้ว 52 จังหวัด ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าอีก 2 ปีจะเชื่อมกระบวนการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้ทันปี พ.ศ. 2558
 “พี่พงษ์” พูดไปยิ้มไปกับเป้าหมายให้เกิดกลไกในพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัดว่าความจริงแล้วคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้เวลาไปถึงปี 2559 เลย แต่ก็ยังยืนยันหนักแน่นว่า อย่างไรเสียจะให้จบในปี พ.ศ. 2558 แน่นอน งานนี้ “พี่พงษ์” คนเดียวคงไม่สำเร็จ ถ้าอย่างนั้นพวกเราชาวเครือข่ายมาช่วยกันนะ ไม่ได้ทำเพื่อ “พี่พงษ์” แต่เพื่อสุขภาวะคนไทยทั้งประเทศ!!

เรื่องโดย: วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข
12 ธันวาคม2556

Check Also

“นักสื่อสารสุขภาวะภูมิภาค” ผนึกกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาร การขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ

  เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสุชน 3 ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เกิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคนทำงานสื่อสารขับเคลื่อนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคณะทำงานสื่อสารในระดับภาคเหนือ ภาคอีสาน ...

แสดงความคิดเห็น/แลกเปลี่ยนเรียนรู้
AreaHpp Facebook