ข่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ สังคมไทยขาดความรู้แก้ปัญหาภัยพิบัติ เสนอตั้งหน่วยงานประสานงานนอกระบบ

   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในพิธีปิดการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554 เรื่อง รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ ว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น มาจากสังคมยังขาดความรู้ เช่น ระบบข้อมูลน้ำ การเชื่อมโยงระบบการจัดการน้ำ เพื่อที่จะนำไปสู่การคาดเดาเส้นทางเดินของน้ำ เมื่อไม่มีข้อมูลจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้

   “ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความรู้ เราจะแก้ไขไม่ถูกทาง เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะตัดสิน และยังไม่เห็นกระบวนการ”

   นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวต่อว่า สังคมยังไม่มีการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา ในขณะที่หลายพื้นที่มีการเก็บข้อมูล และเกิดการประสานงาน แต่ยังไม่เห็นหน่วยงานจากส่วนกลาง ประสานข้อมูลหรือบุคคลเหล่านี้มาถอดบทเรียน เพื่อขยายผลไปสู่ภาพรวมของประเทศ เห็นได้จากแผนการจัดการน้ำที่ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่เป็นการคิดมาจากส่วนกลาง ไม่มีส่วนร่วมจากพื้นที่ ทั้งระบบการจัดการน้ำ และพื้นที่รองรับน้ำ

   “ที่ผ่านมาระบบการจัดการน้ำ แก้ปัญหาด้วยความขัดแย้งเฉพาะหน้า เช่นเรื่องแนวกระสอบทราย”

   ผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวอีกว่า ปัญหาการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยต้องมีการทบทวนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เมื่อมีการประกาศให้อพยพ ประชาชนจะไม่เชื่อ ขอดูก่อน ซึ่งจากนั้นรัฐบาลต้องเสียแรงงาน เพื่อจัดการอพยพหรือส่งอาหารให้กับผู้ที่ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ ทำให้เสียพลังงานไปจำนวนมาก

   ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังเสนอให้ตั้งหน่วยงานนอกระบบราชการ เพื่อแก้ปัญหาการประสานงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

 

คจ.สช.รับรอง 6 มติสมัชชาฯ ชาติ ครั้งที่ 4

   กรุงเทพฯ -- 4 กุมภาพันธ์ 2555 – ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) เคาะฉันทามติรับรองหกร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ระบุบางมติสามารถหยิบนำไปใช้ได้ทันที ขณะที่บางมติต้องอาศัยอำนาจรัฐหนุน พร้อมดัน นางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ตัวแทนจากภาคธุรกิจขึ้นเป็นประธาน คจ.สช. คนต่อไป หวังให้สังคมรับรู้ว่าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องร่วมมือทำ ไม่ใช่ผลักภาระให้รัฐหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งดูแล

   รศ.ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตนา ประธาน คจ.สช. เป็นประธานกล่าวปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 ด้วยการลงฉันทามติรับรองร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั้งหกเรื่อง โดยไม่มีประเด็นใดติดขัดจนต้องนำไปถกต่อในปีหน้า ส่วนการนำไปใช้บางมติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถนำไปหลักปฏิบัติได้ทันที ขณะที่บางมติต้องรอนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. เพื่อผลักเข้าสู่คณะรัฐมนตรีก่อนประกาศใช้ต่อไป

   ด้านการติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติาสามปีที่ผ่านมา มีการดำเนินงานเป็นที่พอใจ โดยเฉพาะประเด็นการยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม โรคติดต่ออุบัติใหม่ และการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ การประชุมครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นสองวันครึ่ง มีสมาชิกเข้าร่วมทั้งหมด 206 เครือข่าย 1,162 คน โดยกลุ่มที่ตื่นตัวมากที่สุดคือกลุ่มพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด

   ทั้งนี้ หกร่างมติที่ได้รับการรับรองประกอบด้วย 1.การจัดการปัญหาโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต 2.ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ 3.การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ 4.การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง 5.การบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็กอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และ 6.การจัดการปัญหาฆ่าตัวตาย (สุขใจไม่คิดสั้น)

   “ถามว่ามีประเด็นใดบ้างที่ต้องเร่งดำเนินการ ขอเรียนว่าทุกประเด็นมีความสำคัญเท่ากันหมด และต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพียงแต่บางประเด็นท้องที่สามารถหยิบไปเป็นหลักทำได้เลย ขณะที่บางประเด็นต้องอาศัยอำนาจรัฐในการขับเคลื่อน โดยต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม คสช. ที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อคัดกรองว่ามีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องในแต่ละมติและแต่ละองค์กรมีหน้าที่รับชอบอย่างไร ก่อนยื่นต่อให้ ครม.เห็นชอบไว้เป็นหลักอิงในการทำงานพร้อมประกาศใช้ให้เป็นตามเจตนารมณ์ของสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้ยืนยันว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นของทุกคนที่ต้องร่วมมือกันเดินหน้าปฏิบัติ มิใช่เป็นการผลักภาระให้รัฐหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จัดการ”

   นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในมติการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกันสถานการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งรีบจัดการ และมติมีสาระสำคัญ อาทิ ให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กป.ภช.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดให้มีกระบวนการทบทวนและปรับปรุงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง พัฒนากลไกและระบบสนับสนุนงบประมาณและ/หรือเงินกองทุนในระดับชาติเพื่อการดำเนินงาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทในพื้นที่เสี่ยง โดยการสนับสนุนของกระทรวงมหาดไทย จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขอให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนระดับชาติเพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไกบริหารการจัดการภัยพิบัติ การบริหารแบบโลจิสติกส์ การจัดการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย พร้อมส่งเสริมการบริการจัดการภัยพิบัติด้านอื่น ๆ ในระดับชุมชนท้องถิ่น โดยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ กสทช.จัดสรรคลื่นความถี่อย่างพอเพียงเพื่อใช้สำหรับรับมือภับพิบัติธรรมชาติเป็นการเฉพาะ และขอใหจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงทุกจังหวัด สนับสนุนให้มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนงานการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติในพื้นที่ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม

   ด้านนางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการบริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในฐานประธาน คจ.สช. คนต่อไป ที่มาจากภาคส่วนของภาคธุรกิจ กล่าวถึงทิศทางของการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ว่ายินดีที่ได้รับเกียรติให้เป็นประธาน คจ.สช. ในการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งหน้า และมองว่าประเด็นเร่งด่วนที่สมควรทำคือมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 ในเรื่องการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ หรือการนำ HIA ไปใส่ใน FTA ของการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในขึ้นปี 2558 ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพราะการเปิดเสรี FTA เป็นกระบวนการที่สร้างความเจริญให้กับประเทศ แต่ก็สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นกับประชาชาชนได้ด้วย แต่อะไรที่เป็นผลเสียเพียงเล็กน้อย ก็ต้องแลกกับผลด้านบวกหรือความเจริญของประเทศที่ใหญ่ และในส่วนที่เป็นผลกระทบนั้น ก็ต้องหันมาให้ความรู้แก่ประชาชนในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังจะดูในเรื่องของอาหารและยาที่เป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน และการก่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่ซึ่งผลต่อการพัฒนาประเทศ โดยจะผลักดับในเรื่องเกษตรไร้สารพิษ เรื่องโรคอ้วนและการบริโภคที่ผิดพลาดของทุกเพศทุกวัย โดยเน้นให้ความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้อง และมีมาตรการให้ประชาชนเข้าถึงยาหลักให้ยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การที่ประเทศไทยจะเป็นเมดิเคิลฮับ ซึ่งทั้งหมดต้องมาจากรากฐานประชาชนสุขภาพดี

   “ส่วนตัวแล้วมองกระบวนการนโยบายสาธารณะที่เกิดจากเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ทำมา 4ปี ถือว่าสำเร็จด้วยดี ในการทำให้ประชาชนรู้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำให้สังคมไทยเป็นสังคมสุขภาวะ และสมควรที่จะจัดทำอย่างต่อเนื่องสืบไป โดยเน้นใช้ภูมิปัญญาของประชาชนในพื้นที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้มีผลกระทบแล้วต้องมานั่งแก้ไขทีหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา และในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจ ขอบอกว่าเราก็เป็นพวกเดียวกับประชาชน เพียงแต่ภาคธุรกิจเป็นกลุ่มที่เอาปัญหามาปฏิบัติแก้ไข และถ้านักธุรกิจเข้าใจปัญหา และหาทางแก้ไขก็จะเป็นเรื่องดี แต่ที่ผ่านมาเพราะไม่รู้เลยไม่ได้แก้ไข”

   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาแห่งชาติในปีก่อน มีผลการดำเนินงานลุล่วงไปหลายมติ โดยเฉพาะประเด็นการยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมโรคติดต่ออุบัติใหม่ และการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ ที่มีแนวปฏิบัติเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาที่จะใช้เป็นเกณฑ์กลางของประเทศ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหลือเพียงนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติและประกาศใช้ พร้อมผนึกกำลังโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศทั้งรัฐและเอกชน อาทิ ศิริราชและบำรุงราษฎร์ เดินหน้าสร้างจริยธรรมการส่งเสริมการขายยาด้วยการนำร่องใช้ร่างเกณฑ์ฯ ล่วงหน้า ส่วนยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่ พ.ศ.2555-2559 ก็จะแล้วเสร็จพร้อมประกาศใช้ในเดือนมีนาคม 2555 โดยเน้นการจัดการในส่วนของกระบวนการเลี้ยงสัตว์ สุขภาพสัตว์ และสัตว์ป่าให้ปลอดโรค ขณะที่ระบบเฝ้าระวังป้องกัน รักษา และควบคุมโรคในคน เตรียมพัฒนาจัดทำเป็น “เอกาสุขภาพ” (one health) ฟากการนำ HIA ไปเป็นหนึ่งของกระบวนการ FTA ก็จัดทำยุทธศาสตร์ 5ประการ ในการไปทำความตกลงกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่า 3-4 เดือนต่อจากนี้จะมีรูปแบบการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม

 

เตือนอ่าวไทยเสี่ยงเกิดสึนามิ เหตุรอยแยกแผ่นดินไหวเปลี่ยนทิศ

   “สมิทธ” หวั่นเมืองกาญจน์ จมบาดาล 22 เมตร เหตุสร้างเขื่อนทับรอยเลื่อนแผ่นดินไหว แนะก่อเขื่อนถนนกั้นอ่าวไทยป้องกันภัยสึนามิทะเลหนุน ชี้รัฐเฉือนเงินแค่รถไฟฟ้าหนึ่งสาย ป้องกันความสูญเสียได้ทั้งประเทศ อัดนักการเมืองล้น กยน. ดึงแก้ปัญหาน้ำช้า กระตุกนักวิชาการใน กยน. อย่าเป็นสมุนการเมือง ด้าน “ดร.ธรณ์” เปิดเส้นทางปลาทูแม่กลองเปลี่ยนทิศ หยุดฟักตัวแค่ประจวบ กระทบประมง จี้รัฐหยุดเต้นตามกระแส ควรช่วยคนเดือดร้อนจริงๆ แนะประชาชนศึกษาข้อมูลและปรับตัวรับมือภัยพิบัติ

   วันนี้ (4 ก.พ.2555) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การรับมือภัยพิบัติในอนาคต” โดยมีนักวิชาการด้านภัยพิบัติเข้าร่วมเสวนาโดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ยอมรับว่าไม่มีความหวังกับทิศทางของรัฐบาลเพราะคณะกรรมการมีนักการเมืองมากกว่านักวิชาการ ทำให้สิ้นหวัง แต่ที่น่าเสียใจกว่าคือนักวิชาการประพฤติตัวเป็นนักการเมือง ซึ่งเมื่อเราไปตำหนิในสิ่งที่นักการเมืองทำไม่ถูกต้องก็จะถูกนักวิชาการที่ผันตัวเป็นนักการเมืองออกมาปกป้องนักการเมืองเหล่านี้ แต่ตนก็ขอไม่พูดดีกว่า พูดมากก็โดนด่า จะลาออกก็ไม่ให้ออก เรียกว่าทำได้แต่อย่าตำหนิรัฐบาล

   ทั้งนี้ ดร.สมิทธยังกล่าวถึงการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กยน. ว่าเป็นข้อเสนอและแนวทางที่ทำได้ ปัญหาคืองบประมาณที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภา ตนจึงพูดอะไรไม่ได้มาก อีกทั้งยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน ทั้งนี้ไม่ว่าปีนี้จะมีมรสุมหรือไม่ก็คงหนีไม่พ้นอุทกภัยแน่นอน อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่น่าวิตกเท่ากับปัญหารอยเลื่อนที่กาญจนบุรี และที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่อยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์ รอยเลื่อนดังกล่าวเชื่อมต่อกับรอยเลื่อนใหญ่ในพม่า ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวสูงกว่า 7 ริคเตอร์ จะทำให้เขื่อนศรีนครินทร์ที่จุน้ำ 1.7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แตก นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดน้ำท่วม จ.กาญจนบุรี สูงถึง 22 เมตร และจะกระจายตัวไปอย่างรวดเร็วตามฝั่งตะวันตกและภาคใต้ ซึ่งเรื่องนี้จะเกิดเมื่อใดคงบอกไม่ได้ แต่จากการคำนวณทางวิทยาศาสตร์มีโอกาสเกิดได้ และได้เตือนหลายฝ่ายให้หาแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องรับผิดชอบ เคยเสนอให้มีการจัดทำสัญญาณเตือนภัย หากเกิดกรณีสุ่มเสี่ยงเขื่อนแตก และเตรียมซักซ้อมแผนอพยพชาวบ้านที่อยู่รอบเขื่อน แต่ไม่เคยได้รับการสนใจจากหน่วยงานใด ดังนั้น เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่จะต้องช่วยกันจับตาดู

   “นักการเมืองมัวแต่สร้างสนามกอล์ฟ ติดเขื่อน แต่กลับไม่สนใจชีวิตชาวบ้าน และที่เป็นห่วงอีกเรื่องคือปัญหาภัยแล้ง ในปีหน้าหากเร่งระบายน้ำ และน้ำทะเลจะหนุนสูงไปถึง จ.อยุธยา จ.ปทุมธานี และอาจจะล้นเข้าสู่ระบบคลองประปาทำให้น้ำประปาที่ใช้เค็ม ส่งผลกระทบต่อประชาชน และเกิดความอลหม่าน เพราะคนเมืองไม่สามารถจัดการตนเองได้” ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าว

   ดร.สมิทธ ยังได้แสดงความกังวลถึงปัญหารอยเลื่อนที่ประเทศฟิลิปปินส์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนเข้าหารอยเลื่อนยูเรเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทย เวียดนาม และลาว และอาจจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8-9 ริคเตอร์ขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิไม่ต่ำกว่า 3 เมตรในอ่าวไทย ส่งผลกระทบตั้งแต่ จ.นราธิวาส ไล่ขึ้นมาจนถึงจ.ชลบุรี ซึ่งเรื่องนี้เคยเสนอแผนป้องกันต่อสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ด้วยการสร้างเขื่อนถนนจากอ.บางปะกง จนถึง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ยาว 97 กิโลเมตร ปิดปากอ่าวไทย เพื่อป้องกันคลื่นสึนามิ และผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน ขณะเดียวกันยังช่วยร่นระยะการเดินทางจากภาคใต้มาสู่ภาคตะวันออก โดยใช้งบประมาณเพียง 1.3 แสนล้านบาท หรือเท่ากับโครงการรถไฟฟ้า 1 สาย

   ประธานสภามูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวอีกว่า ไม่เห็นด้วยกับแผนยุทธศาสตร์สร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่น้ำท่วม เพราะไม่ได้เป็นหลักประกันว่าน้ำจะไม่ท่วมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ จึงอยากเสนอให้มีการย้ายนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด ไปอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอีสานใต้ เช่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ซึ่งมีระบบขนส่งที่ดี คือเชื่อมต่อไปยังประเทศเวียดนามและประเทศลาวได้ และทั้งสองประเทศยินดีจะสร้างถนนมาเชื่อมต่อที่จ.อุบลราชธานี โดยค่าใช้จ่ายการย้ายนิคมก็ถูกกว่าการสร้างเขื่อนล้อมรอบนิคมและยังมีเงินเหลือไปพัฒนาสนามบิน จ.อุบลราชธานี ให้กลายเป็นศูนย์กลางขนส่งทางอากาศ ทำให้คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

   ด้าน ดร.เสรี ศุภาราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติมหาวิทยาลัยรังสิต และคณะกรรมการ กยน. กล่าวว่า หัวใจของการรับมือกับภัยพิบัติอยู่ที่ประชาชนและท้องถิ่น เพราะหากท้องถิ่นและประชาชนไม่พร้อมจะไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เราจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสม ถูกต้อง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติได้ ทั้งนี้ประเทศไทยโชคดีที่มีกฎหมายที่ดีหลายฉบับ แต่กฎหมายหลายฉบับนี้กลับไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง เพราะถ้าท้องถิ่นดูแลตนเองได้ด้วยอำนาจกฎหมายเต็มที่ จะสามารถรับมือและจัดการด้านภัยพิบัติได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

   ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติมหาวิทยาลัยรังสิตและคณะกรรมการ กยน. กล่าวว่า นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อทำงานดีๆ ในการป้องกันพิบัติหลายแห่ง แต่ไม่มีใครติดตามดูว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานดีจริงหรือไม่ หรือทำตามหน้าทีที่ได้รับมอบหมายหรือหรือไม่ อีกทั้งในส่วนของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับท้องที่ตนเองให้มาก เพราะหลายจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่รู้ข้อมูลของถนน หรือจำนวนคลอง ชื่อคลองในพื้นที่ของตนเอง จึงทำให้การป้องกันเป็นไปได้ยาก ซึ่งปัญหานี้จะเชื่อมโยงกันในหลายพื้นที่ เพราะเมื่อผู้นำท้องถิ่นไม่ทราบข้อมูลก็จะไม่สามารถประสานการช่วยเหลือให้กับท้องที่ตนเองและท้องที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้

   “ขณะนี้มีความกังวลในหลายภาคส่วนโดยเฉพาะการตั้งคำถามว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ ซึ่งความจริงสิ่งสำคัญมกกว่าตั้งคำถาม คือการป้องกันและการรับมือกับปัญหาระยะยาวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้หลายฝ่ายกังวลเรื่องน้ำท่วมจนทำให้ระบายน้ำออกมาปริมาณมาก โดยไม่คำนึงถึงภัยแล้งที่จะตามมา จึงกังวลว่าหากปล่อยน้ำเช่นนี้ น้ำอาจไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร เนื่องจากเราต้องประสบปัญหาลาณิญญ่าถึงกลางปีพฤษภาคม และปัญหาเอลนิญโญ่ ทำให้ประสบปัญหาภัยแล้งถึงกลางปี 2555” ดร.เสรี กล่าว

   ขณะที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้คือปัญหาปลายน้ำ ซึ่งคือทะเลไม่ใช่กรุงเทพฯ การเร่งระบายน้ำให้ลงทะเลอย่างรวดเร็วนั้นจะส่งผลให้สิ่งแวดล้อมในอ่าวไทยเปลี่ยนแปลง และกระทบต่อระบบนิเวศในอ่าวไทยอย่างรุนแรง แม้ว่าจะไม่กระทบต่อสัตว์น้ำมากเท่าไร เพราะหากนิเวศเปลี่ยนไป สัตว์น้ำเช่น ปลาทู ก็จะอพยพย้ายถิ่นไปหาระบบนิเวศที่สมบูรณ์มากกว่า แต่คนที่เดือดร้อนก็คือเกษตรกร ชาวประมง ที่เป็นประมงพื้นบ้าน เลี้ยงปลาเลี้ยงหอยตามชายฝั่ง คนพวกนี้คงไม่รู้จะทำมาหากินอะไร

   “จากกรณีมีการผันน้ำมาก ทำให้ระบบนิเวศเสีย ทำให้น้ำจึดไหลลงสู่ทะเลมาก เช่นในแถบแม่กลอง ทำให้ปลาทูที่เคยขึ้นมาโตเต็มที่ไม่ว่ายขึ้นมาที่แม่กลอง แต่จะหยุดที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของสัตว์ แต่คนที่ได้รับผลกระทบจริงคือเกษตรกรชายฝั่ง ซึ่งรัฐควรเข้ามาดูแลจัดการ ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาตามกลุ่มคนที่มาร้องแรกแหก เชอ แต่ไม่ได้เดือดร้อนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ควรไปช่วยคนเหล่านี้ที่ไม่มีทางสู้จริงๆ” อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

   ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า การเร่งระบายน้ำในปี 2554 ทำให้คนกลุ่มนี้เดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ต้องนึกถึงคนที่อยู่ปลายน้ำจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามตนก็ไม่เชื่อว่าเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วมขึ้นมาอีกครั้ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบริหารจัดการปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประชาชน พวกเราเองที่จะต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติโดยการพึ่งตนเองให้ได้ อย่าฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลและการเมือง เพราะไม่เชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้แต่จะต้องปรับพฤติกรรมให้อยู่กับน้ำท่วมให้ได้

   ดร.สมพร ช่วยอารีย์ หัวหน้าโครงการเฝ้าระวังภัยพิบัติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอ.ปัตตานี กล่าวว่า การรับมือภัยพิบัติ ก่อนอื่นเราต้องมีข้อมูล เพราะเมื่อเกิดภัยเราไม่สามารถเปิดตำรากางได้ ว่าภัยชนิดนี้ต้องมีกระบวนการรับมืออย่างไร แต่เราต้องมีข้อมูลในหัวเพื่อประเมินสถานการณ์เอง อย่างไรก็ตาม อยากให้แต่ละฝ่ายน้ำข้อมูลองค์ความรู้จากหลายองค์กรมารวมกัน เช่น ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ ข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหว โดยอาจใช้สีเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งขณะนี้ตนก็กำลังสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในภาคใต้อย่าง www.pbwatch.net

 

ศิริราช-บำรุงราษฎร์ นำร่องใช้เกณฑ์ “จริยธรรมการส่งเสริมการขายยา” ล่วงหน้า

   มติสมัชชาสุขภาพเรื่องยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมฯ เริ่มก้าวแรก ผนึกโรงพยาบาลชั้นนำ ศิริราชและบำรุงราษฎร์ เดินหน้าปลูกธรรมาภิบาล ระบุไม่จำเป็นต้องรอเกณฑ์ฯ ร่างเสร็จ แต่ต้องระวังเพราะอาจกระทบกับผู้เสียประโยชน์

   กรุงเทพฯ -- 3 กุมภาพันธ์ 2555 -- ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ภายในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 การรายงานผลการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ.2552 เรื่องยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมเพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้ป่วย คณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมจริยธรรมผู้สั่งใช้ยาและยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ได้เผยว่ามีการนำร่องการใช้ร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนประกาศใช้จริงแล้ว โดยสถานพยาบาลขนาดใหญ่และโรงเรียนแพทย์รับลูกพร้อมทดลองปฏิบัติ เช่น ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาล มอ. หาดใหญ่โรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริษัทและองค์กรเภสัชกรรม

   ภญ.ดร.สุนทรี ท.ชัยสัมฤทธิ์โชค คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเลขานุการคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมจริยธรรมผู้สั่งใช้ยาฯ กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดของร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาที่จะใช้เป็นเกณฑ์หรือแบบแผนการปฏิบัติของประเทศ ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2554 ซึ่งต่อมา คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลได้มีมติเห็นชอบ เหลือเพียงการนำเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติและประกาศใช้

   “เพื่อให้ประชาชนประโยชน์จากร่างเกณฑ์นี้โดยเร็ว และช่วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลดงบประมาณการเบิกใช้ยาเกินความจำเป็น ทางคณะทำงานฯ จึงคิดว่าน่าจะนำสาระที่อยู่ในร่างเกณฑ์ฯ มาใช้ในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งความจริงก็ดำเนินการได้เลย ไม่ต้องรอประกาศการใช้เกณฑ์ฉบับเสร็จสมบูรณ์เพราะไม่ใช่กฎหมาย”

   ภญ.ดร.สุนทรี กล่าวต่อด้วยว่า ถ้าสังคมตระหนักในจริยธรรมการขายยา ประชาชนที่มารับยาก็จะวางใจ ไม่ตั้งคำถามกับความสมเหตุผลของราคาและค่าใช้จ่ายในการรักษา หนำซ้ำ ราคายาก็อาจจะลดลงด้วย เนื่องจากบริษัทไม่มีค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายยา (เช่น ค่าใช้จ่ายให้ผู้สั่งจ่ายยาเดินทางไปต่างประเทศ) และหากต้องการให้เรื่องนี้บรรลุเป้าหมาย น่าจะรายงานความคืบหน้าในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทุก ๆ 2 ปี นอกจากนี้ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติต้องช่วยผลักดันให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนและการติดตามตรวจสอบ

   อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้เกณฑ์จริยธรรมนี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหากปราศจากความตระหนักและการรู้ผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ และอังกฤษ ก็ยังมีปัญหา ทางออกที่ควรจะเป็นคือความโปร่งใส พร้อมเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าของขวัญตอบแทนแพทย์และเภสัชกร หรือค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ

   ด้าน ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ในฐานะรองประธานคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมจริยธรรมผู้สั่งใช้ยาฯ กล่าวเสริมด้วยว่า นอกจากประเด็นร่างเกณฑ์ดังกล่าว ยังมียุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ.2555 – 2559 ภายใต้นโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ.2554 ขณะนี้ได้จัดทำเสร็จสมบูรณ์และประกาศใช้แล้ว ได้แก่ 1.การเข้าถึงยา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นอย่างเสมอภาค ทั่วถึง และทันการณ์ ในราคาที่เหมาะสมกับศักยภาพในการจ่ายของประชาชน ตลอดจนฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ 2.การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล เพื่อส่งเสริมการใช้ยาของแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน ให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ถูกต้อง และคุ้มค่า 3.การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตยา ชีววัตถุ และสมุนไพร เพื่อการพึ่งพาตนเอง และ 4.การพัฒนาระบบการควบคุมยาเพื่อประกันคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยของยา.

 

ขนมชายแดน...เรื่องไม่เล็กของเด็กไทย ‘ของปลอม-ไร้คุณภาพ’ ครองตลาด ภัยร้ายที่รอวันปะทุ

   กรุงเทพฯ – 3 กุมภาพันธ์ 2555 -- ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติในการประชุมสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 ได้จัดเสวนาเรื่อง “ขนมชายแดน...เรื่องไม่เล็กของเด็กไทย” สะท้อนปัญหาใหม่ให้สมาชิกสมัชชาสุขภาพได้ขบคิดเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพของอาหารประเภท อมยิ้ม ช็อคโกแลต ขนมกรุบกรอบ ซึ่งล้วนเป็นอาหารโปรดปรานของเด็กๆ แต่จะมีสักกี่คนรู้ว่า ขนมสีสันสวยงาม น่าลิ้มลอง อาจเต็มไปด้วยภัยร้าย

   สังคมไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า การที่สินค้าจะวางจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ จะต้องผ่านกระบวนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพมากมายหลายขั้นตอน กระทั่งได้รับการรับรอง แต่ “ขนมชายแดน” คงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป

   ตัวอย่างจากจังหวัดชายขอบ ไม่ว่าจะเป็น จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ จ.ศรีษะเกษ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.กาฬสินธ์ เพียงแค่ไม่กี่จังหวัดกลับพบว่าเป็นศูนย์กลางทั้งแหล่งผลิต แหล่งนำเข้า และแหล่งกระจายตลาด บางครั้งนำเข้าโดยการหิ้วเข้าผ่านกองทัพมด คืออาศัยการจ้างคนทั่วไปหิ้วเข้ามา จำนวนไม่มาก แต่อาศัยความถี่ หรือแม้แต่การผลิตเอง

   กฎหมายที่ใช้ควบคุมก็ใช่ว่าจะเป็นดาบอาญาสิทธ์ที่จะทำให้ผู้ค้าเกรงกลัว หรือบางครั้งอาจเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ยอมแลกผลประโยชน์บนความทุกข์และสุขภาวะของเด็กๆ

   “ขนมชายแดน” คือขนมที่ผ่านการปลอมแปลง ลอกเลียนแบบ ไร้คุณภาพ ไม่ได้รับการรับรอง หรือแม้แต่เป็นเศษขนมที่ถูกนำมาบรรจุหีบห่อใหม่ ให้ดูสะอาดสวยงาม น่าทานขึ้น โดยเริ่มแรกอาจไม่เป็นอันตรายในทันที แต่จะใช้เวลาการสะสมของสารพิษ หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้การเจริญเติบโต้ของอวัยะผิดแปลกไป ซึ่ง ทพญ.สุขจิตรา วนาภิรักษ์ ทันตแพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ ที่มุ่งทำงานขับเคลื่อนนโยบายในโรงเรียนให้ปลอดน้ำอัดลมและขนมมาเป็นเวลานาน เล่าว่าที่ผ่านไม่เคยเอะใจฉุกคิดถึงปัญหาของขนมชายแดน แต่เมื่อหันมาทบทวนข้อมูลก็พบว่าขนมที่ไม่ปลอดภัยต่อเด็กมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นปีละกว่าร้อยละ 10 ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราการเกิดของเด็กในแต่ละปืถือว่าเป้นตัวเลขที่สูงมากจนน่าตกใจ

   “การเข้าถึงขนมที่ไร้คุณภาพ ไม่มีอย. รับรองของเด็กๆ นั้นง่ายมาก เพียงแค่เดินไปที่หน้าโรงเรียน ก็หาได้แล้ว หรือบางครั้งหน่วยงานราชการเองก็นำมาใช้เป็นรางวัลแจกในเทศกาลต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ระบบการเฝ้าระวัง ป้องปราม ในสังคมไทยควรได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ซึ่งการแก้ปัญหาอาจต้องใช้กระแสสังคมเป็นตัวช่วยผลักดัน มิเช่นนั้นปัญหาอาจยิ่งลุกลาม”

   เช่นเดียวกับ ภก.ภาณุโชติ ทองยัง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะคนทำงานในหน่วยงานป้องกัน และป้องปราม เห็นว่าการแก้ไขปัญหา “ขนมชายแดน” จะต้องแก้ถึงระบบรากฐาน เพราะต้องยอมรับว่าการก่อเกิดของขนมปลอม เลียนแบบ ไร้คุณภาพ มาจากการสร้างค่านิยมผิดๆ ในสังคมไทย ผ่านระบบกลไกการตลาด จนทำให้ขนมแทรกแซงไปในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก แต่ด้วยข้อจำกัดในอำนาจการซื้อ ทำให้เป็นช่องทางที่ผู้ค้าจะเอาประโยชน์ โดยการทำขนมเกรดบี เลียนแบบแต่ไร้คุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้ สังคมไทยต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า ถูกแล้วหรือ?! ที่สังคมไทยจะสนับสนุนความไม่เป็นธรรม เพราะไม่ว่าจะเด็กมีฐานะหรือยากจนก็ควรได้รับความคุ้มครองในเรื่องความปลอดภัยและได้รับความเป็นธรรมด้านสุขภาวะอย่างเท่าเทียม

   ข่าวการจับขนมปลอม ไร้คุณภาพ ย้อนอดีตตั้งแต่อมยิ้มปลอม ลูกอมปีศาจ ลูกอมยิ้มลิ้นเปลี่ยนสีที่กำลังเป็นที่นิยม แม้จะมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยหมดสิ้น ดังนั้น จึงอาจจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า กฎหมายคงไม่ใช่วิธีเดียวที่จะจัดการ แต่จะต้องอาศัยกระบวนการสร้างเครือข่าย ให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหา ไม่ถึงกับ “ต้องห้าม” แต่ควรป้อนข้อมูลว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ให้สังคมรู้จักเลือกบริโภค

   อีกด้านหนึ่ง ในฐานะตัวแทนที่เสมือนเป็นจำเลยของเรื่องนี้ อย่างองค์การอาหารและยา (อย.) อารยะ โรจนวิชยากร เล่าให้ฟังพร้อมกับเชื่อมั่นในกระบวนการกฎหมายว่าจะสามารถป้องปรามได้ เพราะทุกเรื่องมีกฎหมายรองรับไว้แล้ว เช่นการนำเศษขนมมาบรรจุใหม่ (รีแพ็ค) หากฝ่าฝืนจะมีความผิดในเรื่องไม่ขออนุญาติติดฉลากมีโทษตามมาตรา 51 พ.ร.บ.อาหารและยา พ.ศ. 2522 คือ ปรับ 30,000 บาท หรือหากการบรรจุเข้าข่ายดำเนินการเป็นโรงงาน แต่ไม่ขออนุญาต จะมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการปลอมแปลงเพื่อหลอกลวงผู้บริโภคก็มีโทษจำคุก 6-10 ปี ปรับ 5,000 – 10,000 บาท แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าหากจะให้สำเร็จ ต้องใช้มาตรการทางสังคมเป็นตัวเสริม

   ปัญหา “ขนมชายแดน” จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในเวทีวิชาการของการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่รอการแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งหลายภาคส่วน ต่างเสนอให้ผลักดันเข้าเป็นวาระหนึ่งในการประชุมสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 5 ให้ได้ ก่อนที่เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ จะได้รับอันตรายไปมากกว่านี้

   นอกจากขนมชายแดนไร้คุณภาพที่น่าเป็นห่วงแล้ว อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือขนมที่ผ่านการรับรอง เพราะเอาเข้าจริง เพียงเดินสำรวจในร้านสะดวกซื้อก็จะพบว่ามีไม่ถึงครึ่งที่เป็นขนมมีประโยชน์ นอกจากนั้นเป็นขนมที่มีรสหวาน มัน เค็ม ที่เป็นบ่อเกิดสู่โรคและอันตรายไม่แพ้กัน

   เราคงไม่อยากเห็น “ขนม” ที่เป็นความสุขเล็กๆ ในชีวิตวัยเด็ก กลายเป็น “ดาบ” ที่ย้อนกลับมาสังหารและทำลายชีวิตวัยเด็กที่น่ารักสดใส

 

หมอประเวศ เสนอ 6 แนวทางรับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ ชี้ไทยประสบภัยพิบัติขั้นวิกฤต ย้ำทุกฝ่ายร่วมมือ ชูชุมชน-ท้องถิ่นเป็นแกนกลาง

   “ราษฎรอาวุโส” เสนอ 6 แนวทางในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เน้นจัดการปัญหาภัยพิบัติอย่างก้าวกระโดด ย้ำคนไทยต้องร่วมมือกล้าเผชิญวิกฤต ตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติจากผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน พร้อมกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ชุมชนเป็นแกนกลางจัดการภัยพิบัติ ขณะที่ “ภาครัฐ” ยัน พร้อมรับมติจากทุกภาคส่วนที่นำประโยชน์สู่ประชาชน

ประเวศ วะสี

   วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิ และราษฎรอาวุโส แสดงปาฐกถาในพิธีเปิดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 ในหัวข้อ "รับมือภัยพิบัติ จัดการสุขภาวะ" ว่าภัยพิบัติถือเป็นภัยหลวงที่กระทบต่อสุขภาวะของคนไทย ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องเผชิญกับภาวะนี้อีกอย่างน้อย 20 ปี พร้อมระบุภัยพิบัติไม่ได้มีเพียงภัยธรรมชาติ แต่ภัยพิบัติคือการบรรจบของวิกฤตต่างๆ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิกฤตการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการแย่งชิงทรัพยากร

   ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า วิกฤตที่ผ่านมาเกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ซึ่งส่งผลทำให้สังคมขาดพลัง แนวทางที่ควรจะเป็นในการเผชิญหน้ากับวิกฤตวันหน้าคือ คนไทยต้องร่วมมือกัน ต้องเลียนแบบตัวอมีบ้า สัตว์เซลเดียว ที่ยามปกติ จะต่างคนต่างอยู่ แต่ในสภาวะวิกฤตก็จะกระจุกตัวกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต

   “ทุกวันนี้ สังคมไทยใช้แต่สมองส่วนหลัง ซึ่งเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลาน ใช้แต่การต่อสู้ เต็มไปด้วยความเกลียด ความโกรธ ขณะที่สมองส่วนหน้าหดหาย ซึ่งเป็นส่วนของสติปัญญา ความรู้ จริยธรรมและศีลธรรม ดังนั้น เพื่อการพัฒนา ประเทศไทยต้องเข้าเกียร์ใหม่ เปลี่ยนจากเข้าเกียร์หลังมาเกียร์หน้าแทน”

   ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ จำต้องเชื่อมโยงส่วนที่แตกต่างเพื่อเผชิญภัยพิบัติและภัยสุขภาวะ โดยเสนอแนวทาง 6 ประเด็น คือ 1.คนไทยต้องเปลี่ยนโลกทัศน์ วิธีคิด จิตสำนึกใหม่ และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะคนไทยคิดเสมอว่าเราจะไม่ประสบภาวะวิกฤต จึงไม่มีใครเตรียมตัว เราต้องเพิ่มสมรรถนะเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในข้อมูล 2.สร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทั่วประเทศเพื่อรับมือภัยพิบัติและจัดการภัยสุขภาวะ คือต้องสำรวจข้อมูลว่าภัยพิบัติในพื้นที่ของตนจะเกิดจากอะไรได้บ้าง จะป้องกันและรับมืออย่างไร ใครจะต้องทำอะไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง จะสื่อสารให้รู้ทั่วถึงกันอย่างไร ทำการซักซ้อมการเผชิญภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ

   3. มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมีศูนย์ศึกษาภัยพิบัติ เพื่อศึกษาลักษณะของภูมิประเทศ และภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การร่วมมือ โดยร่วมมือระหว่างชุมชนกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 4. มีระบบการสื่อสารที่สื่อสารให้รู้ความจริงถึงกันโดยทั่วถึง เพราะที่ผ่านมามีการสื่อสารสับสน จนไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง 5.มีเครื่องมือการตัดสินใจทางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในทุกเรื่อง เพราะระบบรัฐ ระบบราชการและระบบการเมืองที่ผ่านมาเป็น “ระบบอำนาจ” ไม่ใช่ “ระบบปัญญา” จึงแก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้ รวมทั้งควรมีการตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งนอกจากมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการแล้ว ควรมีกรรมการเสียงข้างมากที่รู้จริง ที่มาจากผู้นำชุมชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสาร และมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อสรรหาผู้มีความสามารถมาบริหารยุทธศาสตร์ และทำงานต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนราชการที่เต็มไปด้วยข้าราชการที่ไม่มีสมรรถนะ เสี่ยงต่อความล้มเหลว และ 6.ออกพระราชบัญญัติป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ มีการรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งหมดมาบัญญัติเป็นกฎหมาย เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน ตัวอย่างเช่นประเทศเยอรมนี มีกฎหมายน้ำท่วม คือหากให้ข่าวที่ไม่จริงจะถูกจับ เพราะถือเป็นการทำร้ายสังคม

วิทยา บูรณศิริ

   ขณะที่ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า สมัชชาสุขภาพเป็นการรวมตัวระหว่างเครือข่ายหลายภาคส่วน นำไปสู่ข้อสรุป ซึ่งท้ายสุด คนที่ได้ประโยชน์ที่แท้คือ “ประชาชน” ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ยินดีสนับสนุนและผลักดันมติเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

   “ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะปกติได้ แม้จะใช้การจัดการจากทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะเน้นนโยบายระยะยาว โดยเตรียมพร้อมเรื่องการผลักดันพระราชกำหนดเพื่อรับมือกับภัยพิบัติโดยเฉพาะ เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องเร่งดูแลแก้ปัญหาในภาพรวมเพื่อให้ประเทศพ้นจากวิกฤต และเกิดความเชื่อมั่น

   “ในฐานะที่ดูแลด้านสาธารณสุขก็จะนำมติเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผล แต่ยอมรับว่าหลายส่วนยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ เช่น เรื่องเหตุฉุกเฉิน ระบบส่งต่อ เรื่องยารักษาโรค การแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข แต่สิ่งที่อยากฝากคือการจะผ่านพ้นวิกฤติได้ “คนไทยต้องไม่ทิ้งกัน”

   นางปรีดา คงแป้น กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า ภัยที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แต่ภัยจากธรรมชาติ แต่ยังมีภัยจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนมนุษย์ว่าไม่ให้เราโลภ หรือหลงกับการพัฒนา ไม่ให้เราใช้ทรัพยากรอย่างทารุณ

   “ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีคนเดือดร้อนจำนวนมาก และที่ผ่านมา การช่วยเหลือของหลายหน่วยงานมีข้อจำกัด เช่น ไม่มีแผนรับมือ ระบบที่วางไว้เกิดขัดข้อง หรือขาดความยืดหยุ่น ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาที่ดีสุดคือให้ชุมชนเป็นแกนกลางในการจัดการภัยพิบัติเอง เนื่องจากเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ”

   กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า เราต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสคือ1.ต้องผลักดันความเดือดร้อนประชาชนให้นำไปสู่การพัฒนา 2.บรรเทาความเดือดร้อนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3.สนับสนุนให้ “คนใน” ดูแลกันเอง 4.กระจายความช่วยเหลือสู่ผู้เดือดร้อนเองเพื่อความรวดเร็ว และตัดวงจรการทุจริต 5.สร้างความผูกพัน ทำให้หลายชุมชนก้าวผ่านความชัดแย้ง 6.กระบวนการเยียวยาจิตใจให้มีพลัง ตั้งหลักเดินหน้า 7.พัฒนาศักยภาพชุมชนเชิงโครงสร้างสู่การร่วมมือจัดกันระยะยาว และ 8.สร้างจิตสำนึกสาธารณะ พลิกจากชุมชนประสบภัยเป็นชุมชนแห่งการป้องกันภัย มีการพัฒนาแนวราบแทนแนวดิ่ง ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่การจัดการให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลที่ใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาดังกล่าวกว่า 3.5 แสนล้านบาท จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

   ด้าน นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวว่า นครปากเกร็ดถือเป็นท้องถิ่นเล็กๆ แต่ทุกฝ่ายพยายามบริหารจัดการโดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่ เข้าใจภาพรวมพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาเข้าใจว่ามีหลายท้องถิ่นที่พยายามปกป้องพื้นที่ตนเอง บางที่ก็สำเร็จ บางที่ก็ประสบปัญหา แต่สิ่งที่สะท้อนท้ายสุดคือการทำให้ทุกพื้นที่เกิดความร่วมมือร่วมใจ

   จากภัยพิบัติที่ผ่านมาทำให้มองเห็นว่าชุมชนมีกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ต้องอาศัยคนในชุมชนแต่ละพื้นที่ร่วมกันหารูปแบบที่เหมาะสมของตนเอง เพื่อนำไปสู่การจัดการและการรับมือที่ดี ตัวอย่างจากพื้นที่นครปากเกร็ด ทีมงานมีการประเมินตลอดว่าเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ ทำให้ต้องสร้างแผนป้องกันสาธารณภัยโดยปรับปรุงทุกปี เพราะภัยพิบัติแต่ละครั้ง บริบทของปัญหาต่างกัน ส่วนหนึ่งที่สำเร็จคือมีกำลังคน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณพอสมควร รวมทั้งมีการสื่อสารทำความเข้าใจผ่านเครือข่ายชุมชนเพื่อสร้างความมั่นใจ สร้างขวัญและกำลังใจให้คนในพื้นที่

   อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครสามารถจัดการปัญหาได้สำเร็จเพียงลำพัง โดยเฉพาะปัญหาภัยพิบัติดังนั้น ข้อเสนอคือรัฐต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้ท้องถิ่นสามารถนำทรัพยากรมาแก้ปัญหาภัยพิบัติแบบบูรณาการ ส่วนภาครัฐผันตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณและข้อมูลที่ถูกต้อง

   ติดตามความเคลื่อนไหวสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.samatcha.org
   ติดตามชมการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.healthstation.in.th

   Download file กดที่นี่

 

เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ ชูแก้ปัญหาน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ

   เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ ชูแก้ปัญหาน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ ภัยคุกคามผู้บริโภค ในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ เผยช่วงน้ำมันแพงพบผู้ประกอบการใช้น้ำมันเสื่อมสภาพกว่าร้อยละ60 ด้านภาคสังคม-กระทรวงพลังงาน เตรียมจับมือ อปท.กระจายความรู้ผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพสู่ชุมชน

   เภสัชกร วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 อุบลราชธานี รองประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นความปลอดภัยทางอาหาร: การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า น้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค เพราะในน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพมีสารพิษเกิดขึ้น สารพิษเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง ในพ.ร.บ.อาหารจึงมีการกำหนดค่ามาตรฐานของสารโพลาร์ หรือตัวบ่งชี้ความเสื่อมสภาพของน้ำมันไว้ว่าควรมีไม่เกินร้อยละ25 ที่ผ่านมาภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการรณรงค์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภค ในส่วนของผู้ประกอบการ ก็มีการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันทอดซ้ำไม่เกิน 2-3 ครั้ง และไม่ควรผสมน้ำมันเก่ากับน้ำมันใหม่เข้าด้วยกัน เนื่องจากอาจเร่งให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

   จากการสุ่มสำรวจสถานการณ์น้ำมันที่ใช้ทอดอาหารตามเขตเทศบาลใน 8 จังหวัด และ กทม.ทุกเขต ประมาณ 3,000 ตัวอย่าง ของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อประมาณ ปี 2552-2553 พบว่าร้านอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ มีน้ำมันที่เสื่อมสภาพและใกล้เสื่อมสภาพถึงร้อยละ36 ขณะที่ช่วงวิกฤติน้ำมันแพงพบว่ามีอัตราการใช้น้ำมันเสื่อมสภาพและใกล้เสื่อมสภาพพุ่งสูงถึงร้อยละ 60 นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการกว้านซื้อน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพมาเติมสารฟอกใสลงไป และนำมาจำหน่ายในท้องตลาดแบบแบ่งถุง หรือที่เรียกว่า “น้ำมันลูกหมู” อีกด้วย เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจึงต้องมีการผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการควบคุมสถานการณ์น้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพและสนับสนุนการกำจัดน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้กลับเข้าสู่วงจรอาหารอีก

   “ในส่วนของภาคท้องถิ่นนั้น จะมีการณรงค์ให้นำน้ำมันทอดซ้ำไปใช้ผลิตไบโอดีเซล เพื่อเป็นพลังงานทดแทนสำหรับเครื่องมือเกษตร ซึ่งมีนำร่องในหลายจังหวัดแล้ว เช่น อุบลราชธานี มหาสารคาม ขอนแก่น ตรัง ฯลฯ หากมีการนำน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพไปผลิตไบโอดีเซลมาขึ้นก็จะลดปัญหาการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพมาฟอกใสได้” ภก.วรวิทย์ กล่าว

   ด้านนาย ประพนธ์ วงศ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงฯ มีการสนับสนุนการผลิต
ไบโอดีเซล หลายด้าน อาทิ ร่วมกับกลุ่มธุรกิจน้ำมันจัดซื้อน้ำมันทอดซ้ำจากผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วไป เพื่อผลิตไบโอดีเซล ซึ่งดำเนินการไปแล้วประมาณ 3 ล้านลิตร รวมทั้งส่งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญช่วยอบรมเทคนิคผลิตไบโอดีเซลในชุมชน แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้มากนัก เนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่าง เช่น ยังแข่งขันกับกลุ่มรถซาเล้งรับซื้อน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพไปฟอกใสไม่ได้ อีกทั้งไม่มีกระบวนการประชาสัมพันธ์มากพอจึงทำให้มีปริมาณวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลไม่มากนัก ดังนั้นในเวทีประชุมสมัชชาสุขภาพปีนี้ ทางกระทรวงฯมีแผนจะเสนอให้ภาคท้องถิ่นทั้งชุมชนและเทศบาลจัดตั้งจุดรับซื้อน้ำมันทอดซ้ำอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ค้าขายอาหารทุกขนาดธุรกิจเข้าถึงแหล่งรับซื้อง่ายขึ้น รวมทั้งจัดส่งทีมอบรมการผลิตไบโอดีเซลลงพื้นที่ร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนด้วย

   ขณะที่ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า ในการประชุมสมัชชาชาติครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.พ.นี้ ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั้ง 206 กลุ่มเครือข่าย จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาระเบียบวาระ “ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ” มีข้อเสนอสำคัญคือ ผลักดันให้จัดทำยุทธศาสตร์การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ ร่วมเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์และร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ และเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในพื้นที่ ส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้น้ำมันทอดอาหาร ร่วมกันประกาศมาตรการ และดำเนินการจัดการอย่างครบวงจร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันทอดซ้ำกลับมาสู่วงจรอาหารซึ่งจะเป็นหลักประกันความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคด้วย

   ติดตามความเคลื่อนไหวสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.samatcha.org
   ติดตามชมการถ่ายทอดสดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.healthstation.in.th

 

โค้งสุดท้ายประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๔ “รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ” ๒๐๖ กลุ่มเครือข่าย ร่วมถก ๖ ร่างมติ

   สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเตรียมเปิดม่านประชุมใหญ่ครั้งที่ ๔ ต้นกุมภาพันธ์นี้ คจ.สช. ชง ๖ วาระ “ขาขึ้น” เข้าสู่การพิจารณา “สุขใจ...ไม่คิดสั้น-น้ำมันทอดซ้ำ-การจัดการลุ่มน้ำ-ภัยพิบัติ-ความปลอดภัยแรงงาน-โฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ” เปิดลานสมัชชาสุขภาพระดมสมองและถอดบทเรียน “รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ” พร้อมเวทีวิชาการน่าสนใจมากมาย

   การประชุมใหญ่ครั้งที่ ๔ ของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๒ -๔ กุมภาพันธ์นี้ ตามมติคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ที่มี รศ.ดร. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา
เป็นประธาน

   ในปีนี้ผู้มีเสนอหัวข้อเข้ามาสู่การพิจารณาเป็นระเบียบวาระการประชุมในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั้งสิ้น ๘๑ ข้อเสนอ จากทั้งสิ้น ๖๗ รายผู้เสนอ และมีผู้เสนอร่วมอีก ๑๙๔ หน่วยงาน คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) พิจารณาจากความสำคัญ ความเร่งด่วน และความรุนแรงของปัญหา จึงมีเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งสิ้น ๖ เรื่อง และมีการติดตามมติสมัชชาสุขาภาพแห่งชาติครั้งที่ผ่านมาอีก ๘ เรื่องโดยแต่ละวาระจะมีการจัดสรรเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการ ๓ คณะ

   คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ ๑ พิจารณา ๓ ร่างระเบียบวาระ ได้แก่ การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณยาที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวีและโทรทัศน์ดาวเทียม ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ และการเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

   ขณะที่คณะอนุกรรมการชุดที่ ๒ พิจารณาอีก ๓ ร่างระเบียบวาระ ได้แก่ การจัดการภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง การบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็กอย่างยั่งยืน โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน และการจัดการปัญหาฆ่าตัวตาย

   สำหรับคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ ๓ พิจารณา “การรายงานผลการดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีด้วยกัน ๘ เรื่อง ได้แก่ ๑. ยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม: เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และสุขภาพของผู้ป่วย ๒.ยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติ ๓.โรคติดต่ออุบัติใหม่ ๔.การพัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก ให้เป็นระบบบริการสุขภาพหลักของประเทศคู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ๕.การจัดการปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ๖.การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ๗.มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน และ ๘.การป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ

   ผู้สนใจสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการติดตามรับชมการถ่ายทอดสดภาพและเสียงทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์สุขภาพแห่งชาติ www.healthstation.in.th และเครือข่ายวิทยุชุมชน ๔ ภาค กว่า ๑๖๐ สถานี ตลอดการประชุม

   ติดตามความเคลื่อนไหวสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.samatcha.org
   ติดตามชมการถ่ายทอดสดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.healthstation.in.th

    Download เอกสาร กดที่นี่

 

๑๔ จังหวัดภาคใต้ ถกมติขาเคลื่อน เร่งหาเสียงร่วมชงสมัชชาฯ ชาติ ชูวาระหลัก “จัดการภัยพิบัติ”

   เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ จัดเวทีใหญ่ติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติสามปีที่ผ่านมา พร้อมหาฉันทามติต่อข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติ และหาความเห็นร่วมสมาชิก (One Voice) ต่อหกร่างมติสมัชชาฯ ครั้งที่ ๔

   ตรัง – ๑๓ มกราคม ๒๕๕๕ -- เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ได้จัดการประชุม สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ครั้งที่ ๒ และงานวิชาการ “ไอดิน กลิ่นใต้” ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ มกราคม ๒๕๕๕ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง อ.เมือง จ.ตรัง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ด้วยตนเอง โดยพิจารณาความคืบหน้าในการผลักดันมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๓ สามประเด็น และระดมทัศนะจากทุกเครือข่าย เพื่อยกร่างข้อเสนอร่วมในการจัดการภัยพิบัติ พื้นที่ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งพิจารณาหาความเห็นร่วม (ONE VOICE) ต่อร่างข้อเสนอฯ ทั้งหกระเบียบวาระของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๔ ได้แก่ ๑.การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ๒.การบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็กอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน ๓.การจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย (สุขใจ...ไม่คิดสั้น) ๔.การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณยาที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี และโทรทัศน์ดาวเทียม ๕.ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ และ ๖.การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

   นายแพทย์วิฑูรย์ เหลืองดิลก ประธานจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ กล่าวว่า การจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ครั้งที่ ๒ และงานวิชาการ “ไอดิน กลิ่นใต้” เป็นการจัดร่วมระหว่างภาคีเครือข่ายทั้ง ๑๔ จังหวัดภาคใต้ โดยมีจังหวัดตรังและพัทลุง เป็นเจ้าภาพหลัก หรือฝ่ายเลขาฯ กิจกรรมสำคัญภายในงานคือ ๑.การติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๒.การพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการจัดการภัยพิบัติพื้นที่ภาคใต้ ๓.งานวิชาการ “ไอดิน กลิ่นใต้” และ ๔.การหาความเห็นร่วม (One Voice) ของสมาชิกเครือข่าย ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ต่อร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๔

   นายแพทย์วิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า การจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ฯ ครั้งนี้ ได้มีการเตรียมการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๔ ซึ่งมีการจัดกระบวนการที่เป็นระบบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กำหนด และเป็นไปตามเจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติที่สนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม

   นางเบญจา รัตนมณี หนึ่งในคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง เปิดเผยถึงเป้าหมายหลักของการประชุมสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒

   “เราต้องการหาความเห็นร่วม หรือ ONE VOICE ต่อประเด็นสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งนี้ ทั้งหกเรื่อง อีกวัตถุประสงค์คือการระดมความคิดเห็นจากเครือข่ายสมัชชาสุขภาพภาคใต้ทั้ง ๑๔ จังหวัด ต่อการกำหนดนโยบายในการจัดการภัยพิบัติโดยให้ชุมชนระดับท้องถิ่นเป็นฐาน ส่วนรัฐคอยหนุนเสริมความต้องการของท้องถิ่น”

   แนวทางการจัดการภัยพิบัติในทัศนะของคณะทำงาน เบื้องต้น จำแนกออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ การจัดการภัยพิบัติระดับภูมิภาค (ภาคใต้) ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น (หรือชุมชน) โดยระดับภูมิภาค ได้วางแนวทางดำเนินการในรูปแบบของข้อเสนอเชิงนโยบาย เตรียมพร้อมนำเสนอยังที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒-๔ กุมภาพันธ์นี้ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ขณะที่แนวทางจัดการระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น จะเชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยเฉพาะส่วนราชการที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค

   ด้านนายชาคริต โภชะเรือง เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสงขลา ในฐานะคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการภัยพิบัติฯ กล่าวเสริมในประเด็นเดียวกันว่า “ปัญหาใหญ่คือ เรามีแผนระดับชาติ แผนจังหวัด แผนท้องถิ่น แนวปฏิบัติ ผู้เกี่ยวข้องเต็มไปหมด แต่เมื่อเกิดเหตุก็โกลาหลอยู่ดี เราจึงคิดว่ามันน่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง กรณีหาดใหญ่เป็นชุมชนเมือง มีเทศบาลเป็นร้อยชุมชน แต่มีแผนชุดเดียว ซึ่งใช้ครอบคลุมไม่ได้หมด เราจึงต้องแตกย่อยไปอีกร้อยชุมชน สำรวจว่าแต่ละซอย น้ำมาจากไหน ดูประชากรในพื้นที่ บ้านไหนป่วย บ้านไหนพิการ ใช้กระบวนการตรงนี้ ทำให้ประชาชนกลับมาพลิกฟื้นความสัมพันธ์กันได้”

   ปัญหาเรื่องการจัดการภัยพิบัติถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและวางแผนป้องกันในระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาตินั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาคใต้ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ ๖ ประเภท ได้แก่ น้ำป่า โคลนถล่ม น้ำท่วม สึนามิ พายุหมุนเขตร้อนในอ่าวไทย และการกัดเซาะชายฝั่ง “เราฝากทั้งหมดไปที่หน่วยงานรัฐ แต่ทุกวันนี้ หน่วยงานรัฐแยกส่วนทั้งหมด ปัญหาใหญ่คือว่าใครเป็นคนประสาน เป็นฐาน มันหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ฉะนั้นต้องคู่ขนานไปในระดับชุมชน ให้ชุมชนได้ตื่นตัว เรียนรู้ กลับเอาสัมพันธ์ที่เคยหายไปกลับคืนมา” นายชาคริต กล่าวสรุป

   นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความสำคัญของ “สมัชชาสุขภาพ” ในฐานะเครื่องมือที่อำนวยให้คนในพื้นที่กำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   “สมัชชาสุขภาพเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างหนึ่งที่เอื้อให้ทุกภาคส่วนมาพบกัน หารือร่วมกันในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ที่สำคัญคือเป็นข้อเสนอที่มาจากคนในพื้นที่ ไม่ใช่มาจากส่วนกลาง”

   ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีนโยบายใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพนำร่องเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในรูปแบบสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงกระบวนการในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง.

 ติดตามความเคลื่อนไหวสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.samatcha.org ติดตามชมการถ่ายทอดสดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.healthstation.in.th

สมัชชาระยองขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ภาครัฐร่วมแก้ปัญหาสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม

สมัชชาสุุขภาพเฉพาะพื้นที่ 

   ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2554 คณะกรรมการสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง ที่แต่งตั้งโดย นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้ประชุมพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยองเพื่อกำหนดจังหวะก้าวของกระบวนสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง โดยมี นายแพทย์ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ นายแพทย์ สสจ.ระยองเป็นประธาน ทั้งนี้ ดร.วัฒนา บรรเทิงสุข ผู้ประสานงานสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง ได้กล่าวรายงานและสรุปแนวทางการขับเคลื่อนงานสมัชชาสุขภาพ โดยมีคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม รวมทั้งตัวแทนจาก 8 อำเภอในจังหวัดกว่า 50 คนเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปในการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง เพื่อวางนโยบายและยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

สมัชชาสุุขภาพเฉพาะพื้นที่ 

   นายแพทย์ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นกฏหมายที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสมัชชาสุขภาพที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เป็นการใช้ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพของคนระยอง ปัญหามลพิษและสิ่งแวล้อมในพื้นที่แม้จะมีการดำเนินงานของภาครัฐแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สมัชชาสุขภาพได้เข้ามาร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน โดยเอาประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง และมั่นใจว่าการร่วมแรงร่วมใจจะเกิดความสำเร็จได้

   ดร.วัฒนา บรรเทิงสุข เลขานุการคณะกรรมการสุขภาพจังหวัดระยอง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายอำเภอเข้าร่วม ซึ่งได้สะท้อนปัญหาที่ในแต่ละพื้นที่ประสบอยู่ ทั้งเรื่องการขาดแคลนน้ำอุบโภคบริโภค ที่ผู้เข้าร่วมประชุมบอกว่าน้ำฟ้าไม่ได้กินน้ำดินไม่ได้ใช้ เพราะน้ำฝนบนเปื้อนมลพิษ ส่วนแหล่งน้ำก็มีการแย่งทรัพยากรจากภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้มีปัญาเรื่องสารพิษตกค้าง และสถิติคนระยองเป็นมะเร็งสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวที่อพยพเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องว่าต้องมีการพัฒนานโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพที่ดึงทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคเอกชนด้วยเข้ามามีส่วนร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของระยอง

   “ถือเป็นมิติที่ดีที่ภาครัฐ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและสาธารณสุขจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญเข้าร่วมสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปด้วยดี ปราศจากความขัดแย้ง สามารถแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง” ดร.วัฒนา กล่าว

 

Best view on IE8+, Firefox 3.6+, Safari 4+, and Google Chrome
Syndicate content