สช.-กรมอนามัย-สคส. เปิดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ถกร่างพรบ.เจริญพันธุ์ผ่านฉลุย

Printer-friendly version

สช.-กรมอนามัย-สคส. เปิดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ถกร่างพรบ.เจริญพันธุ์ผ่านฉลุย

กรมอนามัย –สช.– มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง จัดเวทีเร่งหาทางออก พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ เผยที่ประชุมผ่านร่างกฎหมายทุกมาตรา แม้แต่ มาตรา ๑๒ นร.หญิงตั้งครรภ์มีสิทธิ์เรียนได้

       เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)  ได้จัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัย การเจริญพันธุ์ ที่โรงแรมทีเค พาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า ๒๕๐ คนจากทุกภาคส่วนทั้งภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ ภาครัฐ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างสมานฉันท์เพื่อหาฉันทามติในสาระสำคัญที่ปรากฎอยู่ในร่างกฎหมายดังกล่าว

       นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า เป็นความร่วมมือระหว่างกรมอนามัยกับ สช. และ สคส.

เปิดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ถกร่างพรบ.เจริญพันธุ์

ที่ต้องการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ โดยได้เรียนเชิญตัวแทนจากองค์กร หน่วยงานและภาคีเครือข่ายตามยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาเข้าร่วมเวที โดยในท้ายสุดจะมีการหาฉันทามติต่อสาระบัญญัติทั้ง ๒๙ มาตราของร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อจะได้นำเสนอต่อคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดให้มีกฎหมายที่มีเจตนารมย์ในการส่งเสริมและป้องการอนามัยการเจริญพันธุ์ของคนไทยทุกเพศทุกวัยต่อไป

       พ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้มีขอบเขตกว้างขวางตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงสูงวัย โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์เด็กเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ ที่พบชัดเจนคือแม่ที่อยู่ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ควรอยู่ในระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นผู้รับภาระที่มีคุณภาพของประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้นจากร้อยละ ๑๓.๙๒ ในปี ๒๕๔๗ เป็นร้อยละ ๑๕.๕๕ ในปี ๒๕๕๑ การคลอดในสตรีที่อายุน้อยกว่า ๒๐ ปี มีโอกาสเสี่ยงต่อการคลอดบุตรก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อยกว่า  ๒,๕๐๐ กรัม  ซึ่งเป็นผลกระทบต่อทารกที่เกิดมาและค่าใช้จ่ายในการรักษา และพบว่าร้อยละ ๔๖.๘ ของสตรีที่ทำแท้งมีอายุต่ำกว่า  ๒๕ ปี ร้อยละ ๓๐ เป็นสตรีที่อายุต่ำกว่า  ๒๐ ปี รวมทั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกที่เป็นปัญหา เนื่องจากอายุการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้นคือระหว่าง ๑๕-๑๖ ปี

       นายแพทย์สมยศ  กล่าวต่อไปว่า  ร่างกฎหมาย ที่ต้องร่วมกันพิจารณาในครั้งนี้ มีด้วยกัน ๒๙ มาตรา ซึ่งคุ้มครองบุคคลให้มีสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ สิทธิทางเพศ สิทธิเข้าถึง ได้รับข้อมูลข่าวสาร รับการปรึกษาและบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์จากสถานบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม

เปิดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ถกร่างพรบ.เจริญพันธุ์       ขณะเดียวกัน การจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ มาตรา ๖ ที่บัญญัติว่า สุขภาพของหญิงในด้านสุขภาพทางเพศและสุขภาพของระบบเจริญพันธุ์ ซึ่งมีความจำเพาะซับซ้อนและมีอิทธิพลต่อสุขภาพหญิงตลอดช่วงชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริมและคุ้มครองอย่างสอดคล้องและเหมาะสม และธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ข้อ ๓๑ที่กำหนดว่า ให้รัฐจัดให้มีแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพทางเพศ และอนามัยการเจริญพันธุ์แบบมีส่วนร่วม และสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนให้เป็นรูปธรรม ให้รัฐสนับสนุนให้มีการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ด้วย รวมทั้งมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑ เรื่อง สุขภาวะทางเพศ : ความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเรื่องเพศกับเอดส์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นมติ ๑.๑๐ ที่สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้มีฉันทามนติให้เร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว อีกด้วย

      อาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า เวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเป็นกระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยใช้ประเด็นเป็นตัวตั้งในการดำเนินการ ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ โดยเฉพาะบางมาตรา เช่น มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่สถานศึกษามีหญิงมีครรภ์นั้นอยู่ระหว่างศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษานั้นต้องอนุญาตให้หญิงมีครรภ์ศึกษาต่อในระหว่างตั้งครรภ์และกลับไปศึกษาต่อภายหลังคลอดบุตรแล้วได้ รวมทั้งมาตราอื่นๆที่ยังเห็นต่างกัน ซึ่งการใช้สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเพื่อเป็นเวทีมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หาทางออกให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน โดยยึดฉันทามติที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน ไม่ใช้การโหวตเสียงเอาชนะกัน

      “สำหรับการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 250 คน รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา ตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายทำงานด้านสิทธิสตรี เด็กและเยาวชน โดยภาคเช้าจะแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อหารือร่างกฎหมายพร้อมทั้งข้อเสนอแนะข้อท้วงติง ส่วนภาคบ่ายเป็นการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา หากในมาตราใดไม่สามารถหาข้อยุติได้ก็จะให้นำเข้าห้องยืดเยื้อโดยฝ่ายที่เห็นต่างกันไปหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนั้น สมัชชาสุขภาพจึงเป็นเสมือนเครื่องมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะ        เพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม และเป็นเครื่องมือในการหาทางออกข้อคิดเห็นที่แตเปิดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ถกร่างพรบ.เจริญพันธุ์กต่างกันแบบสมานฉันท์”  รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าว

       สำหรับภายในงานนั้น เห็นด้วยในภาพรวมรายมาตรา แม้แต่มาตรา ๑๒ ที่ก่อนหน้านี้เกิดความกังวลว่าจะไปสนับสนุนเด็กไปในทางที่ผิด เนื่องจากเนื้อหาระบุกรณีที่สถานศึกษามีหญิงมีครรภ์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษานั้นต้องอนุญาตให้หญิงมีครรภ์ศึกษาต่อในระหว่างตั้งครรภ์ และกลับไปศึกษาต่อภายหลัง โดยที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยในทุกมาตราพร้อมเสนอความเห็นเพิ่มเติม ว่า อยากให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง และเห็นด้วยกับมาตรา ๑๒ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อได้พร้อมปรับแก้บางคำให้กฎหมายครอบคลุม เช่น การให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ (กพช.) แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเรื่องบทลงโทษ หากมีลงโทษจำคุก ก็อาจจะมีปัญหาในส่วนของผู้ให้บริการ ซึ่งข้อเสนอของสมัชชาฯครั้งนี้จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาร่าง พ.ร.บ.คาดว่าจะมีการประชุมภายในเดือนสิงหาคมนี้ จากนี้จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติต่อไป

       นพ.สมศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากนี้ไปจะรวบรวมความคิดเห็น และความเห็นของอนุกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ เข้าที่ประชุม ครม.ให้ได้ภายในเดือนกันยานยนนี้ ซึ่งสาระสำคัญใหญ่ คือ 1.เรื่องสถานบริการที่ให้ความรู้ คำปรึกษา โดยเฉพาะเรื่องการไม่เปิดเผยความลับของผู้ให้บริการ 2.สถานศึกษาที่ต้องพัฒนาบุคลากรเพื่อจัดการเรียนการสอนด้านเพศศึกษา ซึ่งประเด็นการศึกษาต่อเป็นเพียงประเด็นย่อยเท่านั้น และ 3.การป้องกันการคุกคามทางเพศ

Best view on IE8+, Firefox 3.6+, Safari 4+, and Google Chrome