nakliyat evden eve

มติ 11 การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง

บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบ ‘แผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง’

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ในการประชุม คณะกรรมการ สปสช. มีมติเห็นชอบ ‘แผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง’ และได้มอบ สปสช.และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการโดยใช้งบค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในกลุ่มผู้สูงอายุและงบกองทุนท้องถิ่น ในการตรวจคัดกรองและทำทะเบียน เพื่อจัดกลุ่มผู้สูงอายุตามระดับการพึ่งพิง ตลอดจนจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะทุพลภาพ เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จัดสรรงบเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาระบบบริการตามแผนยุทธศาสตร์ จัดให้มีแหล่งการคลังสำหรับจัดบริการดูแลระยะยาวที่ยั่งยืน และมอบหมายหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการคือ การคัดกรองผู้สูงอายุ และพัฒนาฐานข้อมูลผู้สูงอายุในชุมชน การพัฒนาระบบบริการดูแลระยะยาวในชุมชนเพื่อการส่งเสริมป้องกัน การพัฒนาระบบการเงินการคลัง และชุดสิทธิประโยชน์ การพัฒนากำลังคนเพื่อการจัดบริการดูแลระยะยาวในชุมชน การสร้าง การจัดการความรู้ และการติดตามประเมินผล การพัฒนากฎหมาย/ระเบียบ/ มาตรฐาน และการบริหารจัดการ งบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้ เริ่มจากในปี 2557 งบพัฒนาระบบตามยุทธศาสตร์ 2,701 ล้านบาท และงบบริการดูแลระยะยาว 2,109 ล้านบาท

สธ.จัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ โครงการพัฒนารูปแบบบริการระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ในการประชุมระดับชาติโครงการพัฒนารูปแบบบริการระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติโดยบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน มี 2 มาตรการคือ มาตรการระยะสั้นเน้นการจัดบริการการดูแลระยะยาวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนในระยะยาวมียุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยการเพิ่มจำนวนบุตรเฉลี่ยของหญิงไทยให้สูงขึ้นจาก 1.5 เป็น 2.1 เพื่อให้โครงสร้างประชากรมีความสมดุล ลดภาระครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ และเน้นการส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจของผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตยาวนานมากขึ้น

ทั้งนี้มอบหมายให้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้อำนวยการโครงการ และ นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้จัดการโครงการ นำร่องดำเนินการ 6 แห่งได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย สุราษฎร์ธานี นนทบุรี นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการพัฒนารูปแบบบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมเชิงบูรณาการสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย ได้ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น ระยะเวลาดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2550-2553 ในพื้นที่เดิม เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่กับครอบครัว ชุมชน อย่างอบอุ่นตลอดไป

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง วิเคราะห์สถานการณ์และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพและสังคม โดยพิจารณาประเด็นย่อยร่วมด้วย เช่น ชุดบริการ ระบบการดูแล ระบบการเงินการคลัง และการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ รวมทั้งกำลังคนด้านสุขภาพและด้านอื่นๆ และนำเสนอบอร์ด สปสช. เพื่อพิจารณาจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง เพื่อให้เกิดระบบได้จริงในระยะเวลาที่เหมาะสมและกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนด

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุมี นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้านผู้สูงอายุ เป็นประธาน นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นรองประธาน ส่วนอนุกรรมการประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสภาการพยาบาล ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลในบอร์ด สปสช. รองอธิบดีกรมการแพทย์ รองอธิบดีกรมอนามัย ผู้อำนวยการส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม เลขาธิการสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมชาติ

คปก. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิเรื่อง “ร่างกฎหมายสวัสดิการผู้สูงอายุ”

วันที่ 28 มกราคม 2556 คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคม สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิเรื่อง “ร่างกฎหมายสวัสดิการผู้สูงอายุ” โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นการอภิปรายในเชิงแนวคิดในประเด็นสำคัญ ได้แก่ สิทธิผู้สูงอายุ เงินสวัสดิการดำรงชีพ การกำหนดฐานอายุผู้สูงอายุตามร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว กลไกการขับเคลื่อนการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งที่ประชุมมีสาระสำคัญดังนี้

• ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุในทางปฏิบัติมีปัญหาค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องแก้กฎหมาย ทั้งนี้ต้องเขียนระบุให้ชัดเจน ตั้งแต่วัตถุประสงค์กองทุน ที่มากองทุน กระบวนการที่จะนำไปใช้และรายละเอียดในขั้นตอนต่างๆ

• การดำเนินการเกี่ยวกับสวัสดิการผู้สูงอายุของภาครัฐยังไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง อาจเนื่องมาจากแผนปฏิบัติการไม่ชัดเจน ดังนั้นควรมีพื้นที่ให้กับคนในชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

• ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวควรกำหนดฐานอายุของผู้สูงอายุให้มีความยืดหยุ่น ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองและส่งเสริมผู้สูงอายุตามมาตรา 16 ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้มีการดำเนินการจนได้เป็นแผนฉบับปรับปรุงแล้วประกอบด้วย ระบบคุ้มครองผู้สูงอายุ การบริหารจัดการงานผู้สูงอายุ อาจกล่าวได้ว่ามียุทธศาสตร์ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุม และเป็นแผนที่มองถึงผู้สูงอายุในอนาคตด้วย แต่ปัญหาที่พบคือ เรื่องปัญหาสุขภาพพบว่าช่องทางพิเศษไม่สามารถให้บริการอย่างเร่งด่วนได้จริง จึงควรวางแผนการบริการครบวงจรในจุดเดียว นอกจากนี้เรื่องบทบาทของท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นหลายพื้นที่อ้างว่าข้อบัญญัติที่เป็นอยู่ไม่เอื้อต่อการนำเงินของท้องถิ่นเองมาใช้ ซึ่งเรื่องนี้ควรต้องพิจารณาและมีการกำกับดูแลด้วย

• การผลักดันกฎหมายที่จำเป็นเกี่ยวกับสิทธิผู้สูงอายุ ควรจะระบุให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิต่างๆ ที่ผู้สูงอายุจะได้รับ เพราะหากระบุไว้กว้างจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติได้ นอกจากนี้ควรคำนึงถึงกลุ่มผู้สูงอายุคนพิการที่ต้องระบุสิทธิรองรับและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ให้ชัดเจน

• ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องมีการกำหนดให้มียุทธศาสตร์และมาตรการหลัก มาตรการย่อย และกลไกระดับชาติและระดับภูมิภาครองรับสวัสดิการผู้สูงอายุรวมถึงควรมีหน่วยวิชาการมาสนับสนุนเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุด้วย หากจะแก้ไขกฎหมายควรจะแก้กฎหมายฉบับปัจจุบันโดยเน้นทางเลือกที่หลากหลาย

อธิบดีกรมอนามัยได้ชี้แจงเป้าหมายเรื่องการบูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุพึงประสงค์

วันที่ 15 มกราคม 2556 ในการสัมมนาเรื่อง “ผู้สูงวัยมุ่งสู่,,,อำเภอสุขภาพดี 80 ปียังแจ๋ว” อธิบดีกรมอนามัยได้ชี้แจงเป้าหมายเรื่องการบูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุพึงประสงค์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 มีตำบลดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวผ่านเกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 20 มีวัดส่งเสริมสุขภาพผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรและภาคีเครือข่ายดูแลผู้สูงอายุทั้งจังหวัด อำเภอ ท้องถิ่น ชมรมผู้สูงอายุ วัด ชุมชน รวมถึงยกย่องเชิดชูเกียรติผู้สูงอายุดีเด่น วัดส่งเสริมสุขภาพดีเด่น ชมรมภาคเครือข่ายผู้สูงอายุดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลต่อไป

ทีดีอาร์ไอเปิดเผยผลการศึกษาเรื่องการประมาณการงบประมาณสำหรับผู้สูงอายุและแหล่งที่มาของเงิน

วันที่ 20 กันยายน 2555 ทีดีอาร์ไอได้เปิดเผยผลการศึกษาเรื่องการประมาณการงบประมาณสำหรับผู้สูงอายุและแหล่งที่มาของเงิน ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยากอยู่กับครอบครัวจึงควรจัดสวัสดิการที่เอื้อให้อยู่กับครอบครัวได้ โดยรัฐดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัว ไม่อยากอยู่ หรือครอบครัวไม่พร้อม การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุควรมีการดูแลทั้งในด้านจิตใจและร่างกาย ในภาพรวมแม้สวัสดิการที่ผู้สูงอายุได้รับจะดีขึ้นจากการแจกเบี้ยยังชีพและการรักษาพยาบาลแต่ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการ ซึ่งต้องแก้ไขและกระจายให้เกิดความเสมอภาค และขยายประโยชน์เพิ่มเติมให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจน และ/หรืออยู่ในภาวะพึ่งพิง ให้สามารถดำรงชีพขั้นพื้นฐานได้ โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงราว 1-1.4 แสนคน การจัดสวัสดิการสังคมจะต้องคำนึงถึงความเพียงพอและความซ้ำซ้อน โดยเป็นระดับสวัสดิการที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ส่วนความซ้ำซ้อนเกิดจากการออกแบบโครงการมากกว่าหนึ่งโครงการ แต่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันหรือทับซ้อนกัน ทำให้ประชาชนบางกลุ่มสามารถรับสวัสดิการได้มากกว่าหนึ่งโครงการจนเกิดความไม่เท่าเทียมกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรป้องกันและแก้ไข การศึกษาได้เสนอชุดทางเลือกของสวัสดิการผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการผู้สูงอายุได้มากขึ้น อันได้แก่
ชุดสวัสดิการรูปแบบที่ 1 ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย เบี้ยยังชีพสูงอายุ สวัสดิการหลักประกันสังคม (บำเหน็จ บำนาญปกติ และ กบข. ประกันสังคมกรณีชราภาพ) สถานสงเคราะห์คนชรา เงินสงเคราะห์จัดการศพ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนการออมแห่งชาติ
ชุดสวัสดิการรูปแบบที่ 2 ปรับเพิ่มจากชุดแรก โดยเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ยากจน (ให้เท่ากับเส้นความยากจน) และ/หรืออยู่ในภาวะพึ่งพิง (ประมาณเดือนละ 4,085 บาท)
ชุดสวัสดิการรูปแบบที่ 3 เพิ่มระบบสวัสดิการที่มีภาคีส่วนร่วมอื่นๆ เช่น กองทุนยุวชนจิตอาสา และการส่งเสริมสังคมสวัสดิการและส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
เมื่อพิจารณาถึงภาระด้านงบประมาณของแต่ละชุดโครงการนั้น ประมาณการว่าในช่วงปี 2555-2564 ค่าใช้จ่ายของสวัสดิการผู้สูงอายุ สำหรับชุดสวัสดิการรูปแบบที่ 1 มีจำนวน 1.7-4.6 แสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 1.7-5.0 และ 1.7-5.1 แสนล้านบาท ในรูปแบบที่ 2 และ 3 ตามลำดับ การดำเนินการในระยะเริ่มแรกรัฐควรจัดสรรสวัสดิการในรูปแบบที่ 1 ก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีพได้ในระดับพื้นฐาน และหากรัฐมีรายได้มากเพียงพอจึงค่อยขยับเพิ่มสวัสดิการในรูปแบบที่ 2 และ 3 ในภายหลัง ทั้งนี้ ภาระค่าใช้จ่ายของชุดสวัสดิการผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับรายได้ของภาครัฐหรือเทียบกับรายได้ประชาชาติ พบว่า หากเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 7 ต่อปี (ในรูปตัวเงิน) งบประมาณสวัสดิการผู้สูงอายุจะคิดเป็นร้อยละ 7.9-10.2 ของรายได้ภาครัฐ และร้อยละ 1.6-2.4 ของรายได้ประชาชาติ แล้วแต่จะใช้ชุดสวัสดิการรูปแบบที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา ตามการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของผู้สูงอายุในโครงสร้างประชากร จะเห็นได้ว่า หากรัฐจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบแล้ว (รูปแบบที่ 3) รัฐจะมีภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันร้อยละ 0.3-0.9 ของรายได้ภาครัฐ และร้อยละ 0.03-0.22 ของรายได้ประชาชาติในช่วงปี 2555-2564
การศึกษายังได้เสนอแนวทางการสร้างความยั่งยืนของการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ จากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และนโยบายประชานิยมหรือโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล ด้วยมาตรการ 3 แนวทาง คือ 1. มาตรการในการหารายได้มารองรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ผ่านการปฏิรูประบบภาษี ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นธรรมด้านภาษีได้อีกด้วย 2. การปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3. การสร้างภาคีสังคมนอกเหนือจากภาครัฐ ให้เข้ามามีบทบาทในการให้สวัสดิการผู้สูงอายุ อันเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับภาครัฐได้

สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุได้ให้ข้อเสนอแนะเรื่องผู้สูงอายุ

วันที่ 7 กันยายน 2555 ทางสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุได้ให้ข้อเสนอแนะเรื่องผู้สูงอายุดังต่อไปนี้
- การสร้างเครือข่ายทางสังคมขึ้นมาให้การช่วยเหลือ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล จัดทีมอาสาสมัครเข้าไปให้การดูแลผู้สูงอายุตามบ้านเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ควบคู่ไปกับการดูแลระยะยาวซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานส่วนกลางของรัฐ
- รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนด้านการเงินและการคลังด้วยการเร่งปรับปรุงบ้านพักคนชรา (Residential Home) และสถานบริบาล (Nursing Home) ที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานและเพียงพอ
- การอุดหนุนงบประมาณเพื่อไปปรับปรุงสถานบริบาลของผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการดูแลระยะยาวซึ่งดำเนินการโดยเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร
- การสนับสนุนมาตรการทางด้านภาษีให้แก่ทั้งบุคคลและหน่วยงานที่ให้การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ได้เสนอรายงานการศึกษาทบทวนกฎหมายและกลไกที่พัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในการจัดสวัสดิการและความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ

มีนาคม 2555 มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ได้เสนอรายงานการศึกษาทบทวนกฎหมายและกลไกที่พัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในการจัดสวัสดิการและความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ จากการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้อย่างกระจัดกระจาย ซึ่งปรากฏในกฎหมายหลายฉบับโดยแยกตามประเภทเนื้อหาของกฎหมายออกเป็น 7 ข้อใหญ่ได้แก่ (1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2) นโยบายของรัฐบาล (พ.ศ.2554) (3) กฎหมายที่เกี่ยวกับรายได้ของผู้สูงอายุ (4) กฎหมายที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ (5) กฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ (6) กฎหมายที่กำหนดรับรองอายุเกินหกสิบปีให้ยังสามารถประกอบอาชีพได้ และ (7) การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ) ซึ่งแม้ว่าจะมีกฎหมายที่กำหนดเรื่องต่างๆ เหล่านั้นไว้ก็ตาม การจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุตามกฎหมายของประเทศไทยก็ยังไม่เอื้ออำนวยรัฐเข้าไปดำเนินการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เนื่องจากประสบปัญหาทั้งด้านกฎหมายซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในเนื้อหา และปัญหาข้อเท็จจริงที่ประเทศไทยประสบปัญหาของอัตราการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาจำนวนผู้สูงอายุประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น และอัตราส่วนการเกิดของประชากรรุ่นใหม่ลดลง ย่อมทำให้อัตราการพึ่งพาสูงขึ้นตามไปด้วย สภาพเช่นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยจะต้องประสบกับปัญหาผู้สูงอายุมีจำนวนมากเกิดกว่าที่ประชากรวัยทำงานจะสามารถดูแลได้และสภาพสังคมที่เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จึงควรดำเนินการดังนี้ (1) กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุขึ้นใหม่ไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อกำหนดให้ผู้สูงอายุได้รับการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐโดยทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐให้มีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน (2) กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในกฎหมายดังกล่าว โดยกำหนดอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเด็ดขาดในด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุในท้องถิ่นและชุมชนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนด และเพื่อแก้ไขปัญหาด้านข้อเท็จจริงและเพื่อเป็นการลดภาระในการพึ่งพาจากรัฐได้ในระยะยาวต่อไป จึงควรดำเนินการดังนี้ (1) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐติดตามและทำสถิติจำนวนผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องเพื่อแจ้งให้หน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่ต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมงานด้านการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อที่หน่วยงานเหล่านั้นจะได้กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับให้ผู้สูงอายุได้รับการจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง (2) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนรวมทั้งภาคเอกชน ส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือกันทางสังคมมากขึ้นโดยเฉพาะต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไว้ไม่ควรให้เลือนหายไปจากสังคมไทย (3) สร้างและกระจายงานออกไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้คนในวัยทำงานในท้องถิ่นมีงานทำโดยไม่ต้องอพยพมาทำงานในภาคกลาง ซึ่งส่งผลให้บุตรหลานในวัยทำงานมีงานทำอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ และมีเวลาดูแลบุพการีและผู้สูงอายุในครอบครัวนั้นด้วย

สปสช. เขต 4 สระบุรี และ อบจ.อ่างทองลงนามข้อตกลงการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ

มีนาคม 2555 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 4 สระบุรี และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทองได้ลงนามข้อตกลงการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ โดยมี นพ.ชลอ ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ท้องถิ่นอ่างทองและพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอ่างทองร่วมลงนามในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพให้แก่บุคคลในพื้นที่ได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ โดยเน้นให้คนพิการ ผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในระยะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในเขตพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เป็นการลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อดำเนินการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ โดยจัดสรรงบประมาณ 5 บาทต่อรายหัวประชากรในจังหวัด จำนวน 975,535 บาท และ อบจ.อ่างทองสมทบงบประมาณอีก 975,535 บาท รวมเป็นเงินในการจัดตั้งกองทุนฯ 1,951,170 บาท ซึ่งประชาชนสิทธิบัตรทองจะได้รับการดูแลฟื้นฟูจากกองทุนฯ ส่งผลให่ได้รับบริการฟื้นฟูอย่างทั่วถึงและลดอัตราการพิการลง

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการ กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพระดับจังหวัด

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพระดับจังหวัด โดยให้องค์กรปกครองส่วนจังหวัดร่วมกับ สปสช. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพขึ้นในแต่ละจังหวัดเพื่อดูแลคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงด้วย

Best view on IE8+, Firefox 3.6+, Safari 4+, and Google Chrome
Syndicate content
Evden Eve NakliyatEvden Eve Nakliyat